Profilo di ARCH4IIVM. : I Don'T HavE Mu...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


31 agosto

g6pd [New Allbum].....180907

"Grand Murder"
ผลงานลำดับดับ 3 ของวง
วงเมทัลคอร์ ที่มาแรงกับอัลบั้มแรก " Past of pieces " ในปี 2549 ซึ่งได้รับคัดเลือกเข้าชิงรางวัล สีสันอวอร์ดส
สาขา ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอย่างเหนือความคาดหมาย! เพราะดนตรีของ G6PD ไม่ได้เบาหวิวอย่าง
เพลงร็อคตลาดทั่วไป แต่...หนักกระโหลก สำรอกกระจาย สองกระเดื่องรัวสนั่น คู่กับริฟฟ์กีตาร์ที่หนักหน่วง
ตามแบบฉบับของเมทัล 100% และ ไม่ได้มีเพลงอ้อนตลาดปนอยู่แม้แต่น้อย ....ดนตรีของ G6PD มีการเรียบ
เรียงดนตรีที่มีความเป็นตัวของตัวเองแบบไม่มีใครเหมือนในสยามประเทศ ทั้งการแสดงสดที่สุดมันส์ส่งผล
ให้งานดนตรีของพวกเขาได้รับการตอบรับ จากแฟนเพลงชาวเมทั่ลทั่วประเทศอย่างอบอุ่น...
ในปี 2550 นี้ นอกจากทางวงจะนำเอางาน EP.Zero มาบันทึกเสียงใหม่ และได้วางตลาดไปแล้ว...
ตอนนี้อัลบั้มเต็มชุดใหม่ของวงก็เสร็จเรียบร้อย แล้ว
มีความเข้มข้น ชัดเจนกว่าเดิมเท่าตัว นอกจากภาคดนตรีที่เกิดจากการหล่อหลอมของสมาชิกแต่ละคน
ที่มีประสบการณ์และทักษะทางดนตรีมากขึ้นแล้ว สมาชิกทุกคนยังได้ร่วมแต่งเนื้อร้องคนละ 3-4 เพลง เพิ่ม
ความหลากหลายมากขึ้น ทั้งยังได้สมศักดิ์เข้ามาดูแลงานอย่างใกล้ชิด ช่วยดูแลงานโดยรวมอย่างใกล้ชิด
รับรองความมันส์ และประกันเรื่องซาวด์
พบกับอัลบั้มใหม่ของวง... "Grand Murder" 09-09-07 นี้
กว่า 13 แทรค เกือบ 70 นาที..ที่จะทำให้ชาวเมทั่ลได้ "คลั่ง" กันอีกครั้ง

 

เรื่องราวของ GRAND MURDER
Grand Murder ผลงานชุดใหม่ที่เพิ่มความหนักหน่วงและความซับซ้อนขึ้นหลายเท่าจาก
ผลงานชุดที่แล้วเป็นการเติบโตที่มาพร้อมพัฒณาการอีกขั้นของพวกเค้าที่ยังเพิ่มความเกรี้ยวกราด
และตอกย้ำการยืนหยัดบนเส้นทางสาย Metal อย่างชัดเจน!กับเสียงร้องที่ดุดัน ทำลายล้าง
และบทเพลงที่หนักหน่วงนั้นแสดงความเป็นเฮฟวี่เมทัลอย่างชัดเจนกับ 13 เพลงที่พร้อมกระหน่ำเข้าสู่
โสตประะสาทของชาวเฮฟวี่กันอย่างถ้วนหน้า!
Grand Murder
การสังหารครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้่ คือการบอกกับแฟนเพลงและผู้ฟังว่านี่
คือการทำงานทุ่มเทความคิด,เรี่ยวแรง,หยาดเหงื่อ,จิตนาการและความสร้างสรรค์ทั้งหมด
ถ่ายทอดไปสู่บทเพลงของพวกเค้าสู่การสังหารครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ บทเพลงที่มีเนื้อหาหลากหลายมากขึ้น
ทั้งความหดหู่ และมืด หม่น ที่เพิ่มเข้ามา ทำให้ Grand Murder มีความแตกต่างและตัวตนที่น่าค้นหา
กับการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นของสมาชิกในวงที่ร่วมแต่งเนื้อเพลงในแนวทางที่ต่างกัน
และทิศทางของดนตรีที่แตกกว้างและพัฒณาเข้าสู่หนทางที่หลากหลาย
มากขึ้น...

.... .......................................................................................................................
คุยอุ่นเครื่อง กับ G6PD
กับงานเพลงชุดใหม่
สัมภาษณ์พิเศษ เติ้ล-ร้องนำ/ G6PD

 

                ตอนนี้อัลบั้มเต็มชุดใหม่ของ G6PD ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในอัลบั้มใหม่พวกเขาได้มีการพัฒนาแนวทางดนตรีให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งความเข้มข้นของเรื่องราว แนวคิดในอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งอัลบั้มใหม่ของวงจะวางในวันที่ 09-09-07 นี้ โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า "Grand Murder" ลองมาฟังความเห็นจากนักร้องนำของวงเกี่ยวกับอัลบั้มนี้กัน
..............โยนคำถามโดย นรก!.........
ว่าไงพวก รู้สึกยังไงกับอัลบั้มชุดใหม่นี้บ้าง?

เติ้ล : ถามมาได้ ก็รู้สึกดีกับมันมากๆเลยน่ะสิ
การทำงานชุดนี้เป็นไงบ้างละ เห็นว่าในอัลบั้มนี้มีการแต่งเพลงร่วมกันด้วยใช่ไหม?

เติ้ล: คืออย่างแรกเลยนะ พวกเราซีเรียสกันมากขึ้นว่ะ การทำงานของพวกเราในชุดนี้ มันจะละเอียดมากกว่าอัลบั้มที่แล้ว สังเกตว่าเพลงของพวกเราจะซับซ้อนขึ้นยาวขึ้น แล้วก็ชุดนี้มีพาสโซโล่ที่ยาวเกือบ 2 นาทีด้วยนา555 ...ริฟกีตาร์ของแนทก็หลากหลายขึ้น ซับซ้อนขึ้น ยากขึ้น เบสของต้อง ก็จะมีความชัดเจนและก็สมูทขึ้น แล้วก็กลองของพี่บี โดยเฉพาะกลองเนี้ย ลองไปฟังดู สุดๆเลยละว่ะให้ตายเถอะ  แล้วเรื่องของคอนเซปอัลบั้มในชุดนี้ เราก็ใช้ความคิดกันอย่างหนัก เพราะว่า เราไม่ต้องการที่จะเขียนเนื้อเพลงเดิมๆซ้ำซากๆออกมาให้แฟนเพลงเราฟังหรอกเชื่อเถอะ  เราจึงมีส่วนร่วมกันในการแต่งเนื้อหาเพลงในชุดนี้ทุกคนเลย และผลคือ เราทุกคนชอบว่ะ 555
แล้วคอนเซปอัลบั้มนี้กับเนื้อหาของเพลงมันแตกต่างจากชุดแล้วยังไงละ?

เติ้ล : คอนเซปอัลบั้มชุดที่แล้วเราจะคิดจากเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นกับเรา มันจะเป็นอะไรที่คุณนึกถึงได้ง่ายๆ แต่ในอัลบั้มนี้ มันจะมีความเป็นตัวตนของแต่ละคน คือเนื้อหาของเพลงจะมีจินตนาการมากขึ้น อารมณ์ของเนื้อเพลงจะชัดเจนขึ้น อย่างเพลงที่ผมแต่งมันก็จะหม่นมากๆ  อย่างเพลง The war begin ,ได้แค่มอง , เวลาสุดท้าย เนี้ยถ้าจะมอง มันก็คือ เพลงเดียวกันครับคือถ้าพูดถึงเนื้อหา มันจะมีความต่อเนื่องของเรื่องราวมันมีจินตนาการสูงมากครับโดยเฉพาะ 3 เพลงนี้ ซึ่งเดิมทีทุกคนคัดค้านนะครับเรื่อง เนื้อหาเพลงที่ต่อกันถึง 3 ภาค เถียงกันแทบตาย555+ และแล้วผมก็ชนะ555
แล้วอย่างเพลง เกอิชา เนี้ยมันคืออะไรละ มันเป็นชื่อเรียกนางโลมของญี่ปุ่นในสมัยก่อนไม่ใช่รึ ?

เติ้ล : ก็ชอบอ่ะ รู้ไหม ผมชอบเกอิชามากๆเลยนา555+ ล้อเล่นๆ  โอเคๆ ผมบอกตามจริงก็ได้ เอ้า คือผมหลงใหลในความเป็นปัจเจคชนของ บุคคลที่ถูกเรียกว่าเกอิชาน่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะเป็นเกอิชานะ555  คือชีวิตของเกอิชามันคือศิลปะ พวกเธอคือศิลปินรวมไปถึงงานศิลป์ที่มีชีวิตน่ะ นั้นคือเบื้อหน้าที่เราเห็น แต่เบื้องหลังชีวิตหรือว่า ชีวิตจริงๆของพวกเธอนั้น มักจะเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความทรมานของจิตใจ ความทุกข์ การสิ้นอิสรภาพของชีวิต คือคนมักเข้าใจผิดว่า เกอิชาเป็นโสเภณี แต่นั้นมันผิดพวกเธอไม่ใช่โสเภณี พูดแบบนี้เหมือนผมเป็นพวกเรียกร้องสิทธ์อะไรซักอย่างเลยเนอะ555+ สรุปคือเนื้อเพลงนี้มันเกี่ยวกับจิตใจที่โดนบีบคั่น ความทรมาน ความอยากที่จะหลุดพ้นของ นางโลมที่เราเรียกว่า เกอิชาน่ะ
คุณอธิบายได้ละเอียดจริงๆ นะเนี้ย ผมมึนไปหมดล่ะ คิดว่าคงต้องไปหาหนังเรื่อง เกอิชามาดู?

เติ้ล : 555+ หนังนั้นดีนะ ผมยังมีเก็บไว้เลยนา
แล้วเรื่องชื่ออัลบั้มละ ทำไมต้องเป็น "Grand Murder" แล้วเรื่องArt work ในซีดีหมายถึงอะไร
?
เติ้ล : "Grand Murder" หมายถึง การสังหารครั้งยิ่งใหญ่คือ อัลบั้มนี้เรามีส่วนร่วมกันทุกคน คืออัลบั้มที่ผ่านมานั้น แนทเค้าจะเป็นคนแต่งทั้งเนื้อหาและก็โลดี้ของเพลง แต่ชุดใหม่ เราสงสารแนท555+ คือวงดนตรีมันเป็นทีม เป็นครอบครัวเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้แนทรับภาระมากเกินไป ทุกคนเลยร่วมด้วยช่วยกันมากๆ ก็เลยเป็นที่มาของคอนเซป การสังหารครั้งยิ่งใหญ่น่ะ ส่วนเรื่องArt work หน้าปกที่เอาคุณยายมาถือมีดแล้วก็มีคราบเลือดนั้นน่ะ มันมีความหมายนะนั้น คุณยายคือประสบการณ์ ซึ่งผมหมายถึงพวกเราที่แก่ขึ้น555+ประมาณว่า เรามีประการณ์มากขึ้น มีดที่คมกริบและเปื้อนไปด้วยเลือดหมายถึง

แนวทางของวง เนื้อหาเพลง ดนตรี ที่ชัดเจน เฉียบคมขึ้นน่ะ ส่วนกระดูกข้างในมันเป็นกระดูกของปลาฉลามหัวค้อนว่ะ5555+
โอเค ขอบคุณที่ให้เวลาพูดคุยกับเรา ท้ายนี้ฝากอะไรถึงแฟนเพลงบ้าง
?
เติ้ล : ก็หวังว่าพวกคุณคงชอบผลงานชุดใหม่ของเรา ยังไงก็เตรียมชม คอนเสริต์อย่างเต็มรูปแบบเร็วๆนี้นะ ชาวคลั่งทั้งหลาย
ว่าจะไปแล้วนะ ขอถามอะไรอีกได้ไหม
?
เติ้ล : ได้สิ ถามมา
ทำไมต้องเป็นชาวคลั่งละ
?
เติ้ล : ก็ลองไปฟังเพลงของเราในอัลบั้มใหม่สิ แล้วจะรู้
555+ โอเคได้เลย แล้วเจอกัน?
 

22 giugno

dsk_up

The Story of Power Metal 


     
ดนตรีเมทัลที่มาจากยุโรปอีกแขนงหนึ่งที่น่าสนใจ และน่าศึกษาคือ เพาเวอร์เมทัล (Power Metal)” ซึ่งถ้าพูดถึงวงดนตรีในแนวเพาเวอร์เมทัลแล้ว หลายคนคงนึกถึงวงอย่าง Angra, Dragonforce, Nightwish หรือ Helloween มากกว่าวงดนตรีวงอื่นในแนวนี้ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะวงเหล่านี้ถือว่าเป็นหัวหอกสำคัญของวงการเพาเวอร์เมทัลเลยทีเดียว

     
อย่างไรก็ตามยังมีวงเพาเวอร์เมทัลที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งบทความนี้จะเกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ และพัฒนาการที่สำคัญว่ากว่าจะมาเป็นเพาเวอร์เมทัลในยุคนี้นั้นเป็นอย่างไร ถ้ามีข้อผิดพลาดอะไรกรุณาติชมนะครับ เนื่องจากข้อมูลของดนตรีแนวนี้ยังคลุมเครืออยู่มาก ถ้ามีเกร็ดความรู้อะไรน่าสนใจก็โพสลงได้เลยครับ

     
เพาเวอร์เมทัลมีประวัติมายาวนานมากแล้ว ถ้าจะสืบกลับไปคงต้องพูดถึงยุคที่เมทัลจากอังกฤษเข้ามาบุกตลาดอเมริกาในช่วงปลายยุค 70 ถึงต้น 80 อย่าง New Wave Of British Heavy Metal หรือ NWOBHM วงที่ถือว่าเป็นวงหัวหอกในกระแสนี้คือ Iron Maiden กับ Judas Priest โดยเฉพาะวงหลังนั้นเปรียบเสมือนแม่พิมพ์ของดนตรีเพาเวอร์เมทัลเลยทีเดียว


Power in the Beginning

     
ดนตรีเพาเวอร์เมทัลมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศเยอรมันในช่วงปลายยุค 70 วงดนตรีวงแรกที่ถือว่าเป็นวงเพาเวอร์เมทัลก็คือ Running Wild ซึ่งฟอร์มวงกันตั้งแต่ยุค 70 แล้ว แต่กว่าจะมีผลงานก็ยุค 80 ซึ่งดนตรีของ Running Wild นั้น มีความรุนแรงและเร็วกว่าวงดนตรีในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่มีศัพท์เรียกว่าเพาเวอร์เมทัล จึงเรียกรวมๆไปเลยว่า เมทัล หรือ เฮฟวี่เมทัล ถึงแม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายนักแต่ก็ทำให้นักฟังเพลงเมทัลหันมาสนใจดนตรีเมทัลที่มาจากเยอรมันไม่มากก็น้อย วงดนตรีที่มาจากเยอรมันในยุคนั้นได้แก่ Grave Digger, Rage, Accept, Warlock เป็นต้น (ซึ่งวงเหล่านี้ภายหลังถูกเรียกว่าเป็นเพาเวอร์เมทัลแทบทั้งสิ้น)

 


     
วงดนตรีที่ทำให้เพาเวอร์เมทัลประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักวงกว้างในยุโรปคือ Helloween อัลบั้มคู่ที่ออกมาในปี 1987 อย่าง Keeper of the Seven Kays Part 1 และ 2 ทำให้วงการดนตรีทั่วยุโรปตื่นตลึงกับดนตรีเมทัลที่มีภาครึธึ่มหนักแน่น กลองควบตะบึง ทวินกีตาร์ลีด โซโล่ และเสียงร้องแหลมสูงปรี๊ดที่ถอดแบบของ เมทัลก๊อดยอดเกย์ Rob Halford แห่งวง Judas Priest มาเลย แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความไพเราะและเมโลดี้ รวมทั้งเนื้อเพลงแบบคอนเซ็ป (Concept) ที่ออกไปทางแฟนตาซี นักรบ ดาบ เกราะ การผจญภัยตามหากุญแจศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 หรือเนื้อหาแฟนตาซีไซไฟโลกอนาคต เหล่านี้กลายเป็นมาตรฐานให้กับวงเพาเวอร์เมทัลยุคหลังทุกวง

     
เพราะเนื้อหาที่ออกไปทางแฟนตาซีเช่นนี้ ทำให้มีศัพท์มาเรียก Helloween ว่าเป็น “Happy Metal” (ไม่ใช่แฮปปี้มีล) แต่หลังจากที่มือกีตาร์และนักแต่งเพลงหลักของทางวงอย่าง Kai Hansen ลาออกจากวงไป Helloween ก้ไม่สามารถทำงานเยี่ยมๆแบบ Keeper 1 และ 2 ได้อีกเลย ส่วน Kai เองก็ออกไปฟอร์มวง Gamma Ray และได้ดิบได้ดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     
ด้วยความสำเร็จที่ Helloween ทำไว้ ทำให้เกิดวงเพาเวอร์เมทัลตามมามากมายเป็นดอกเห็ด ได้แก่ Brainstrom, Primal Fear, Gamma Ray เป็นต้น และทำให้เกิดซาวนด์ในแบบ เยอรมัน เพาเวอร์เมทัล (German Power Metal) ขึ้น นั่นก็คือ เมทัลที่มีรึธึ่มพาร์ทหนักแน่น ทวินกีตาร์ลีด เสียงร้องสูงแต่ก็หนักแน่นและเข้มแข็ง (โดยเฉพาะ Primal Fear นี่สูงมากๆ) แต่ดนตรีไม่ได้เน้นความเร็วถึงขั้นทะลุโลก แต่เป็นความเร็วที่หนักแน่นมั่นคงตลอดทั้งเพลง และเนื้อหาแนวแฟนตาซี ซึ่งทั้งหมดนี้ถอดแบบมาจาก Helloween แทบทั้งสิ้น

 


     

นอกจากในเยอรมันแล้วกระแสเพาเวอร์เมทัลจากประเทศแถบทางเหนืออย่าง สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ก็แรงไม่แพ้กัน วงดนตรีจากประเทศฟินแลนด์อย่าง Stratovarius ก็เป็นวงที่ทำให้คนฟังหันมาสนใจวงเพาเวอร์จากแถบนี้ สไตล์การเล่นของ Stratovarius นั้นแตกต่างจากวงเพาเวอร์เมทัลจากเยอรมันค่อนข้างมาก   กล่าวคือ เน้นความเร็วของทวินลีดที่ผสมซาวด์ของสวีดิชซึ่งมีส่วนประกอบของดนตรี Neo Classic สูง ซึ่งคนเล่นต้องมีนิ้วที่ไวเป็นกรดเลยทีเดียว ดนตรีเน้นออกไปทางความไพเราะ งดงาม พริ้วไหว ซึ่งมีความเป็นป๊อปค่อนข้างสูง ติดหูง่าย ซึ่งเราอาจจะเรียกดนตรีในแถบประเทศนี้ว่า สวีดิช เพาเวอร์เมทัล (Swedish Power Metal)” หรือเรียกรวมไปว่า Melodic Power Metal วงดนตรีในแถบนี้ที่ประสบความสำเร็จตามมาคือ Sonata Artica, Nocturnal Rites, Hammerfall (Hammerfall เป็นวงเมทัลที่มาจากสวีเดนแต่เล่นซาวด์แบบเยอรมัน) นอกจากนี้วงเมโลดิกเดธชื่อดังอย่าง Children of Bodom ก็มีส่วนผสมของ เมโลดิก เพาเวอร์เมทัลที่มาจากแถบนี้

     
ส่วนวงการเพาเวอร์เมทัลในอเมริกานั้นไม่เติบโตเท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากวงเมทัลในอเมริกาส่วนใหญ่มักเป็นแธรชและเดธแทบทั้งนั้น วงเพาเวอร์เมทัลที่ถือว่าสร้างชื่อเสียงแก่อเมริกาได้แก่ เทพเจ้าแห่งกล้ามเนื้อ (และเหงื่อไคล) “Mano War” นั่นเอง ซึ่งเล่นดนตรีเพาเวอร์เมทัลในแบบเยอรมัน    Mano War ประสบความสำเร็จอย่างมากจนได้รับสถิติวงดนตรีที่เล่นได้ดังที่สุดในโลก (กี่เดซิเบลจำไมได้) และทำให้เกิดศัพท์คำว่า “Battle Metal” ซึ่งหมายถึงวงเพาเวอร์เมทัลที่เขียนเนื้อเพลงเกี่ยวกับสงครามนั่นเอง นอกจาก Mano War แล้ว American Power Metal ยังประกอบไปด้วย Iced Earth, Nevermore, Kamelot และ Symphony X ซึ่งประสบความสำเร็จในยุโรปแทบทั้งสิ้น (มันน่าไปเกิดยุโรปจริงๆพับผ่า)

 

Power in Mid

     
ในช่วงยุค 90 นั้นเพาเวอร์เมทัลก็ได้มาถึงทางตันของตัวมันเอง เนื่องจากเพาเวอร์เมทัลมีแพทเทิร์นที่ค่อนข้างตายตัว ทำให้วงแต่ละวงเล่นซาวนด์ออกมาไม่แตกต่างกันเลย (ฟัง 10 วงก็เล่นเหมือนกัน 10 วง) ท่ามกลางความน่าเบื่อนั้นเองก็มีวงเพาเวอร์เมทัลจากเยอรมันวงหนึ่งซึ่งทำเพลงฉีกไปจากกระแสเลยนั่นก็คือ “Blind Guardian” อัลบั้มแรก “Battalion of Fear” ซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากวงเพาเวอร์อื่นๆ แต่พอถึงอัลบั้ม “Tales from the Twillight World” ก็เริ่มมีการนำซาวด์เครื่องดนตรีพื้นเมืองเข้ามาใช้ผสมผสานมีการร้องประสานเสียงในแบบโอเปร่า และสัดส่วนโครงสร้างดนตรีในแบบโปรเกรซซีฟ ทำให้ Blind Guardian โดดเด่นไปจากวงเพาเวอร์เมทัลในยุคนั้นมาก และเป็นสไตล์ที่ยากจะหาผู้ใดลอกเลียนแบบ

       
ในอิตาลีเองก็มีวงเพาเวอร์เมทัลสุดอลังการนั่นก็คือ Rhapsody ซึ่งแตกต่างไปจากวงเพาเวอร์เมทัลในรุ่นเดียวกันคือนำเอาซาวด์แบบซิมโฟนี ออเครสตร้า เข้ามาประกอบ ทำให้มีคนเรียกเพาเวอร์ชนิดนี้ว่า ซิมโฟนิก เพาเวอร์ เมทัล (Symphonic Power Metal) ซึ่งเมื่อฟังงานของ Rhapsody จะให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ฟังสกอร์ภาพยนตร์ของหนังแฟนตาซีอย่างลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ ขึ้นมาทันที นอกจากความอลังการของดนตรีแล้ว เนื้อเพลงยังเขียนออกมาเป็นคอนเซปต่อเนื่องยาวเหยียด ซึ่งยาวติดต่อกันถึง 5 อัลบั้มเลยทีเดียว เนื้อหาออกไปทางนักรบ ดาบ เกราะ การต่อสู้กับมังกรไฟ ต่อสู้กับปิศาจร้ายเพื่อตามหาดาบศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เกิดศัพท์ตามมาว่า Epic Power Metal คือวงเพาเวอร์เมทัลที่แต่งเนื้อหาเป็นเรื่องราวยาวเหยียดนั่นเอง ซึ่งนอกจาก Rhapsody แล้วก็ยังมีวงอย่าง Avantasia ซึ่งเป็นโปรเจคของนักร้องนำของวง Edguy

       
ส่วนในฟินแลนด์นั้นก็มีวง Nightwish ซึ่งโดดเด่นด้วยการผสมเอาซาวด์ในแบบของ Gothic เข้าไปที่เห็นได้ชัดคือในชุด Oceanborn ซึ่งมีดีกรีของดนตรีสวีดิชเพาเวอร์เมทัลสูงมาก แต่หลังจากนั้นทางวงก็ลดดีกรีความแรงลง แล้วหันมาทำดนตรีที่ออกไปทางกอธิคมากกว่า ซึ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือ น้ำเสียงของ Tarja (ปัจจุบันออกจากวงไปแล้ว) ที่ทรงพลังและดูลึกลับ และเป็นนักร้องที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในวงการนี้ (นอกจาก Nightwish ก็มี Sinergy และ Doro แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่า) ซึ่งผมเองก็หวั่นเกรงว่าหลังจากการออกไปของ Tarja Nightwish จะยังประสบความสำเร็จอยุ่อีกไหม

     
ถึงแม้บราซิลจะตกรอบ (นอกเรื่องๆ) ก้ยังมีงานเพาเวอร์เมทัลดีๆให้ฟังอยุ่คับ อย่าง Angra นั่นไง ซึ่งนำดนตรีของบราซิลอย่างฟลามิงโก้ เครื่องเคาะ และความเป็นโปรเกรซซีฟ เข้ามาผสมผสาน เพลงดังๆที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดีคงไม่พ้น Nova Era, Carry On, Angle Cry หรือเพลงเพาเวอร์บัลลาดอย่าง Rebirth เป็นต้น นอกจาก Angra แล้วก็ยังมี Shaman ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกของ Angra

11 maggio

[New Allbum]

Arch Enemy คริสโตเฟอร์ อมอตต์ อดีตมือกีต้าร์ arch enemy กลับมาร่วมวงอีกครั้ง หลังจากที่ลาออกจากวงไปหลังอัลบั้ม Doomsday Machine

Belphegor วงแบล็ก/เดธ จาก Austria เพิ่งเสร็จสิ้นการทัวร์ PESTAPOKALYPSE VI world tour ในเวลา 6 สัปดาห์ กับ 32 โชว์ รอบโลก

Children of Bodom อเล็กซี่ ฟร้อนท์แมนของวง โชคร้าย! เกิดอุบัติเหตุล้มขณะเล่นโบว์ลิ่งทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ แพทย์สั่งให้พักเล่นการกีต้า 6 สัปดาห์ มีผลต้องทำให้ยกเลิกการโชว์ที่งาน Desert Rock Fest ที่ดูไบ

Deadlock วง Melodic Death จาก เยอรมัน มีกำหนดการวางแผงอัลบั้มใหม่ “WOLVES” วันที่ 16 เมษายน นี้ กับทาง Lifeforce Records

Edenbridge วงนีโอคลาสสิก/เมโลดิก เมทัล จาก Austria กำลังจะเตรียมออกอัลบั้มรวมเพลงของวง รวมถึงเพลงที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้มทางการของวง ในชื่อ "The chronicles of Eden" เป็นรูปแบบ 2 ซีดี ในวันที่ 25 พฤษาคม นี้

Fear Factory อดีตสุดยอดวงในสมัย Nu Metal เฟื่องฟู ตอบรับการทัวร์คอนเสิร์ต Reload Festival รวมกับ Caliban,Dry Kill logic, 4 Lyn และวงอื่นๆ อีกมากมาย

Goatwhore วงซุปเปอร์กรุ๊ป แบล็ก/เดธ จากอเมริกา กำลังร่วมทัวร์อเมริกาเหนือกับ 1349 และ Nachtmystium ในช่วงปลายเดือนมีนาคม และเตรียมออกทัวร์ยุโรปกับ Marduk, Enslaved, Keep Of Kalessin, Melechesh, and Pantheon I ในเดือนพฤษภาคม

Hammerfall Magnus Rosn มือเบสของวง ได้ขอลาออกเพื่อไปให้เวลาทุ่มเทกับโปรเจ็คของตัวเอง แต่จะไม่มีผลใดๆต่อโปรแกรมการทัวร์โปรโมตอัลบั้มใหม่ของhammerfall

Insision เดธเมทัลสุดโหดจากสวีเดน เพิ่งคลอดอัลบั้มใหม่ “Ikon” ออกมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม (อัลบั้มนี้มีจำนวน 9 แทร็ก)

Job for a Cowboy บรูทัลเดธมาแรงขวัญใจ DJ Spy เพิ่งเสร็จสิ้นการบันทึกเสียงสำหรับอัลบั้มใหม่ "Genesis" ซึ่งมีกำหนดจะวางแผงวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ อัลบั้มนี้โปรดิวซ์โดยคอรี่ สปอตต์ส และมิกซ์โดยแอนดี้ สนีป (Opeth, Entombed, Megadeth)

Kamelot วงโปรแกรสซีฟ/พาวเวอร์ เมทัล จากอเมริกา พร้อมที่จะออกอัลบั้มใหม่ "Ghost Opera" ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยจะมีการออก digipack limited edition ที่จะมี DVD มิวสิควีดีโอเพลงไตเติ้ลแทร็ก Ghost Opera พ่วงเข้าไปด้วย

Lamb of God สุดยอดวงมาแรงแห่งปี เมทัลคอร์/แธรช/เดธ ขึ้นปกนิตยสาร Metal Hammer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยมีพาดหัวขึ้นหน้าปกไว้ว่า “The New Cowboys from Hell”

Mudvanye วงอัลเทอร์เนทีฟเมทัลยุคนู-เมทัล รุ่งเรื่อง มีกำหนดวางแผนอัลบั้มใหม่ “hellyeah” ในวันที่ 10 เมษายน นี้

Nightwish วงโกธิกเมทัลสุดโปรดของ DJ Deadraven เตรียมจะออกซิงเกิ้ลใหม่ “Eva” พร้อมกับเปิดตัวนักร้องคนใหม่ของวงในวันที่ 30 พฤษภาคม ซึ่งคัดเลือกจากผู้สมัครถึง 2,000 คน และมีแผนจะออกอัลบั้มที่6 ของวงในเดือนกันยายน 2007

Origin วงเดธเมทัล จากอเมริกา ได้ จอน ลองสเตรท (Angel Corpse, Dim Mak) อดีตมือกลองของวงสมัยที่ออกสองอัลบั้มแรกในปี 2000 และ2002 กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

Post Mortem Promises วงเมทัลคอร์หน้าใหม่สุดโปรดของ DJ AZUJIRO เตรียมเข้าห้องอัดเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มต่อไปในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งจะออกจำหน่ายกับ Thirty Days of Night Records


Queens of the Stone Age วงสโตเนอร์ร็อค/เมทัล จากอเมริกา ออกแสดงสดในยุโรป โดยจะแสดงสดที่อัลคาทรัซซ์ในเมืองมิลาน ที่ Rock A Field Festival ในลักแซมเบิร์ก และที่ Rock Werchter Festival ในเบลเยี่ยม ช่วงเดือนมิถุนายน

Rotting Christ วงแบล็กเมทัลจากประเทศกรีซ ออกทัวร์สนับสนุนอัลบั้มใหม่ “Theogonia”- Doomsday X European Tournee 2007 (อัลบั้มใหม่ออกเมื่อต้นปี2007) ร่วมกับ Malevolent Creation, Rotten Sound และ Incantation

Six Feet Under มีกำหนดการออกอัลบั้มใหม่ “Commandment” วันที่ 20 เมษายน นี้ โดยคริส บาร์เนส บอกไว้ว่ามันเป็นอัลบั้มที่เจ๋งที่สุดของวงนับต่อจากอัลบั้ม Maximum Violence!

Tristania วงโกธิกเมทัล จากนอร์เวย์กำลังหานักร้องคนใหม่เพื่อออกทัวร์คอนเสิร์ต หลังจากที่ Vibeke Stene ตัดสินใจลาออกจากวงภายหลังที่อัลบั้ม “illumination” เพิ่งวางแผงไปเมื่อต้นปี2007

Unearth ทางวงคลอดเพลงใหม่ของวงมา ชื่อ "T้ำhe Chosen" ซึ่งบันทึกเสียงไปเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบหนังเรื่อง Aqua Teen Hunger Force (สร้างมาจากการ์ตูนซีรีย์ชื่อดังทางการ์ตูนเน็ตเวิร์ค)

Vomitory โอล-สคูล เดธเมทัล มีกำหนดวางจำหน่ายอัลบั้มใหม่ที่ทั้งหนักโหดและบรูทัล! “Terrorize Brutalize Sodomize” ในวันที่ 20 เมษายน นี้

With Passion เมทัลคอร์/เดธ หน้าใหม่ จากอเมริกา มีกำหนดวางจำหน่ายอัลบั้มใหม่ “What We See When We Shut Our Eyes”ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมกับทางสังกัด Earache และมีกำหนดการจะแสดงที่งาน California Metalfest ในวันที่ 31มีนาคม-1เมษายน ร่วมกับ Necrophagist, Testament, Sadus และอื่นๆ

Xandria วงโกธิกร็อค/เมทัลจากเยอรมัน เพิ่งเสร็จสิ้นการทำงานสำหรับอัลบั้มใหม่ “Salome-The Seventh Veil" ที่จะมีกำหนดการวางแผงใน วันที่ 25 พฤษภาคม นี้

Yakuza วงสุดประหลาด avengarde/experimental metalcore (ชื่อญี่ปุ่น)จากอเมริกาวงนี้ กำลังทำเดโมและวัตถุดิบใหม่ สำหรับอัลบั้มใหม่ซึ่งมีกำหนดการจะออกในช่วงประมาณปลายปี 2007 กับ Prosthetic Records

Zyklon วงแบล็ก/เดธ ซุปเปอร์กรุ๊ปจากนอร์เวย์ (ex.- Zamoth, Destructhor, Trym) ร่วมกับ Blood Tsunami วงแธรชเมทัล ซุปเปอร์กรุ๊ปจากนอร์เวย์อีกวง (ex.- Faust, Aborym) และ Dead Beyond Buried มีกำหนดการจะไปทัวร์คอนเสิร์ตที่อังกฤษในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

11 aprile

Retrorian

 Retrospect - ปล่อยฉัน (On Air)
 
Add to My Profile | More Videos
 
Retrospect : Unleashed
Biography : วง Retrospect เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณกลางปี 2001 โดยมีพี่บิ๊ก(มือกีตาร์คนเก่า)ซึ่งเป็นพี่ชายของมือเบสเป็นแกนหลักด้วยการทำเพลง โดยเสนอเป็นแนว Industrial Metal และมีแน็ปเป็นผู้เขียนกลองโปรแกรมและบันทึกเสียง หลังจากนั้นก็ได้สมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คนคือบอม(มือเบส)ซึ่งมีเพื่อนที่เล่นดนตรีมาด้วยกันมาอยู่แล้วคือน๊อต(มือกีตาร)์จึงชักชวนน๊อตมาร่วมวงด้
วย วงชุดแรกก็จึงมี แน็ป(ตีกลอง-ร้องนำ) บิ๊ก(กีตาร์) บอม(เบส) และน๊อต(กีตาร์)
ดนตรีของRetrospectช่วงแรกจะออกเป็นดนตรีที่หยาบกระด้าง ดิบและรุนแรงออกไปประมาณ Death* ผสมกับThrash Metal* พวกเขาเริ่มเล่นตามงานเล็ก ๆ ต่าง ๆ ได้สักพัก จึงคิดว่าแน็ปน่าจะมาร้องอย่างเดียว แล้วหามือกลองเพิ่มสักคน มีผู้มาออดิชั่นมากมายหลายคน แต่ก็ไม่มีใครที่มีมุมมองเหมือนกับพวกเขาเลย และแล้ววันหนึ่งแน็ปก็ได้มาเจอกับเพื่อนสมัยประถม ชื่อเบิร์ดซึ่งทราบมาว่าตีกลองอยู่ และเคยประกวดที่ต่าง ๆมาจึงชวนให้มาลองออดิชั่นดู
ปรากฎว่าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี วง Retrospect จึงถือกำเนิดขึ้น
ต่อมามือกีตาร์ผู้ก่อตั้งวง(พี่บิ๊ก)จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทำให้Retr
opecเหลือสมาชิกเพียง 4 คน กลางปี 2003 Retrospect ได้ออก e.p ชุดแรก โดยการชักชวน และแนะนำจาก นายสยาม ชุมทอง (พี่ต้น Dezember) โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า E.P For Your Ears Onlyโดยทางวงแต่งเนื้อร้องและทำนองและเรียบเรียงตลอดจนการบันทึกเสียงการออกแบบปก แผ่นซีดี หรือแม้แต่การสกรีนแผ่นเองเป็นจำนวน 150 แผ่น เริ่มวางขายครั้งแรกที่งาน Territory Metal Fest ซึ่งได้นำพาวงมาพบกับวง Bikini เขาคุยกันถึงแนวอุดมการณ์และมุมมองที่เหมือน ๆ กัน จึงคิดที่จะตั้งกลุ่มเพื่อที่จะรวมแนวเพลงคล้ายๆพวกเขาขึ้นมานี่คือที่มาของ Screamlab มาจากวงดนตรีทั้งหมด 4 วงด้วยกัน ประกอบไปด้วย (Bikini,Retrospect,Housetrap,Sweet Mullet)
ปลายปี 2003 Retrospect ถูกชักชวนให้ไปเล่นคอนเสิร์ตในงาน Fat Festival ครั้งที่ 2 ทางวงจึงคิดที่จะปั๊มแผ่นไปขายเพิ่มจากที่หมดไปแล้วและได้เพิ่มเพลงพิเศษเข้าไปอีกหนึ่งเพลง ใช้ชื่อว่า E.P For Your Ears Anytime เป็นจำนวนอีก 150 แผ่น ระหว่างที่ทางวงออกทัวร์เล่นคอนเสิร์ตในที่ต่าง ๆ และขายแผ่น e.p ไปเรื่อย ๆ ก็ได้มีค่ายเพลงมาทาบทามให้ไปร่วมเซ็นสัญญาอยู่บ้าง โดยมีข้อแม้ว่าเราอาจจะต้องลดความดุดัน และความรุนแรงลงซึ่งพวกเขาคิดว่าหากเป็นเช่นนั้น Retrospect คงไม่ใช่ Retrospect พวกเขาจึงตั้งหน้าตั้งตาทำเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตต่อไป จนวันหนึ่งพวกเขาได้พบกับพี่โน่(โปรดิวเซอร์)โดยการแนะนำของพี่เต๋า(นักร้อง Sweet Mullet)โดยพี่โน่เสนอว่าทางค่ายจีนี่ เร็คคอร์ด กำลังต้องการดนตรีที่หนักหน่วงอย่างเช่นดนตรีของพวกเขาอยู่พอดี Retrospect จึงเริ่มทำDemoเพื่อไปส่งให้พี่โน่ได้นำไปเสนอต่อทางค่าย Retrospect ได้เซ็นสัญญากับ จีนี่ เร็คคอร์ด ในเครือแกรมมี่ เมื่อต้นปี 2004
" Retrospect นำเสนอบทเพลงในคอนเซ็ปต์ที่ว่า " ดนตรีที่หนักหน่วงแบบMetal บวกกับ Melody ที่อ่อนหวานแบบ Emo" จากเพลงที่เคยดิบ เถื่อน ผ่านการขัดเกลาด้วยกาลเวลาทำให้มุมมองและความคิดของวงกว้างขึ้นจนมาเป็นแนวเพลงแบบ Retrospect ในทุกวันนี้

lyrics Jingle : ปล่อยฉัน
Intro:Bb/C/Dm7/F (2 Times)
Bb C Dm7 F
ค่ำคืนนี้มืดลงและตัวฉัน ยังคงนึกถึงวันเก่าๆ
Bb C Dm7 F
ภาพฝันที่เราได้ผูกพันแต่ฉันรู้ดี มันคงไม่มีหนทาง

ดนตรี:Bb/C/Dm7/F
Bb C Dm7 F
เริ่มรักก็เหมือนใจจะอ่อนแรงฉัน... ฉันรู้ว่าเราต่างกัน
Bb C Dm7 F
ได้โปรดอย่าลดตัวมายืนข้างฉัน เมื่อเธอนั้นยืนอยู่บนฟ้า
Bb C Dm7 F
*ปล่อยให้ฉันตายลงอยู่ตรงนี้ บอกฉันบอกจะย้ำเธออีกที
Bb C Dm7 F
ว่าเราสองคนไม่อาจจะหนีความจริง จงทิ้งมันไปข้างหลัง

ดนตรี:Bb/C/Dm7/F
Bb C Dm7 F
ปล่อยให้หัวใจมันอ่อนแรงฉัน... เมื่อเหลือเพียงความเงียบงัน
Bb C Dm7 F
ปล่อยให้น้ำตามาเป็นเพื่อนฉัน ให้มันหายออกไปจากหัวใจ

( ซ้ำ * )

Solo:Bb/C (4 Times)
Dm7 (4 Times)
Bb C Dm7 F
ปล่อยให้ฉันตาย ปล่อยให้ฉันตาย ให้ความรักเป็นเพียงฝันไป
Bb C Dm7 F
ปล่อยให้ฉันตาย ปล่อยให้ฉันตาย จงปล่อยฉัน...

( ซ้ำ *,* )

Outro:Bb/C (4 Times)

 
Description:  เวอร์ชั่นออนแอร์ พร้อมวางแผงพร้อมกันทั่วประเทศ 27 เมษายน 2550 พิเศษ : CD Retrorian Edition รับในวันที่ 25 เมษายนที่ตึก GMM ชั้น 33 แจ้งเพื่อทราบโดยทั่วกัน

03 aprile

นิยามแนวเพลงในสมองของผม

Emocore
พัฒนามาจาก Emo เป็นแนวลื่นไหลมาผสมกับ Hard Core ให้หนักขึ้นรู้สึกว่าบ้านเราจะเป็น Retrospect

Hardcore
เป็นดนตรี Metal ที่เน้นเสียงแหกที่กดต่ำของเสียงร้องนะครับ แต่สังเกตได้ที่เน้นๆ Rhythm ของ Guitar ครับ

Screamo
เป็นแนวที่ใกล้เคียง Emo ครับ

Death Metal
เป็นแนวที่แหกปากเสียงสูงๆ และดนตรีจะมีทำนองที่ชัดเจนในตัว และเกี่ยวกับความตาย บ้านเรามีวงเดียวที่ชัดเจนคือ Heretic Angel ครับ ถ้าวงฝรั่งที่แนะนำก็ Children Of Bodom ครับ

Hard Rock
เป็นแนวที่ฮิตมากครับในยุค 70-90 ครับ วงบ้านเราที่เห็นก็ หินเหล็กไฟ ไฮร็อค เป็นแนวที่เน้นเสียงสูงของนักร้อง ไม่ใช่ Hard Core อย่างที่ว่านะครับ ดนตรีจะเป็น Rock ประมาณ 70-90 วงที่แนะนำ AC/DC , แอโรสมิธ , Black Sabbath

Post-grunge
เป็นแนวคล้ายๆ ตระกูล Core ทั้งหลายแต่ ซาวด์กีต้าร์ ย้อนยุคนิดนึง บางๆ

Heavy Metal
เป็นแนวที่บ้านเราก็มีครับ หินเหล็กไฟ , ดอนผีบิน วงฝรั่งก็ Iron Maiden

Melodic Death Metal
เป็นดนตรีตระกูล Death Metal ครับเหมือนกับ Death ทุกประการ แต่เน้นที่ท่วงทำนองและ Solo อันไพเราะมากขึ้น

Wiking Metal
เป็นแนวใหม่นี้ไม่ทราบครับ

Power/Progressive Metal
     บางคนเห็นแค่ Progressive คิดว่าเป็น Dream Theater ซะแล้ว ไม่ถูกครับ Dream Theater เป็นแนว Progressive Metal ครับ ต้องเขาใจก่อนว่า Progressive นั้นคือแนวที่ไปเรื่อยๆมีการเปลี่ยนทำนองเปลี่ยนคีย์มีแต่ท่อนฮุกเท่านั้นที่เหมือนเดิมหรือคล้ายๆอันเดิม มีต้นกำเนิดคือ Progressive Rock ครับวงที่แนะนำแนว Progressive ได้แก่ Pink Floy
     ส่วนอีกแนวที่เรียกว่า Power Metal เป็นแนวที่ดนตรีจะรวดเร็วนิดหน่อยแต่หนักไปทาง Rhythm ของเพลงมากครับ(สับกีต้าร์ พร้อมกระเดื่องคู่ทั้งเพลงไปเลย)เพลงแนวนี้ฟังนานเอียนครับสับกันอยู่ได้วงที่เล่นแนวนี้คือ Blind Gurdian ครับ
     ถ้าจับ Power + Progressive จะได้เพลงที่เป็นแนวที่หนักและไปเรื่อยๆครับ วงที่เล่นแนวนี้ได้แก่ DragonForce ครับ

Metalcore
คือการเอาดนตรี Metal มาทำให้หนักขึ้นครับ

Punk Rock
เป็นแนวที่ง่ายๆ แนวการตีคอร์ที่แรง การร้องก็สบายๆ

Death Metal
เป็นอีกตระกูลของ Death Metal ที่เพิ่มความป่าเถื่อนเข้าไปให้มากๆทั้งการร้องและทางเดินคอร์ดของมันให้ดุยิ่งขึ้น วงแนวนี้ได้แก่ Diamond King
<Brutal คือการทำให้หนักแน่นมากขึ้นครับ>

Death Metal
เป็นอีกตระกูลของ Death Metal ที่เน้นเทคนิคตระการตาหรือเสียงสังเคราะห์แปลกๆเข้ามา
<Technical  คือเสียงสังเคราะห์>

Post-Grindcore
เป็นดนตรี Grindcore ที่ฟัง่ายขึ้นอีกขั้น

Thrash Metal
เป็นแนวที่ฮิตมากอย่าง Metallica  ครับวงที่เล่นแนวนี่จะมีความหนักอยู่ในตัวแต่แปลกที่ตอน Solo จะเล่นออกนอกทางเดินคอร์ดอย่างชัดเจนแต่ไม่เพี้ยนนะครับ บ้านเราเคยมีอยู่นะครับ วงดอนผีบินไง

Speed Metal
เป็นแนวที่บอกง่ายมากที่สุดครับ เป็นแนวที่มีจังหวะอันรวดเร็วเด็ดขาด Solo ไม่เท่าไหร่ (อย่างสับสนกับ Power นะครับ)

Gothic Black Metal
เป็นแนวที่นำเอา Gothic มารวมกับ Black Metal ครับ
     แนว Gothic คือแนวที่นำเอา Symphonic + Heavy ครับวงแนวนี้ได้แก่ Therion , Nightwish
     แนว Black Metal คือ แนวที่เป็นเพลงเกี่ยวกับซาตาน การต่อต้านศาสนา ความเชื่อครับ
เมื่อนำมารวมกันจะเป็น วงที่เล่นแนว Black Metal ที่มีซาวด์ประกอบแบบ Gothic

Synphonic Metal
เป็นแนวที่หนักแน่นและมีซาวด์ของ Symphonic มาผสมไม่ใช่ Gothic นะครับ(คล้ายกันมาก)แต่การร้องจะหนักกว่า Gothic ครับ

Grindcore
เป็นแนวดนตรีที่กำเนิดจาก Death Metal ครับโดยศิลปินกลุ่มแรกที่คิดค้นคือ Carcass ครับ แรกๆคิดว่าเป็น Death แต่จะมีการร้องเสียงสูง-ต่ำสลับกันไป(เสียงตะคอกกับเสียงหล่อ) หรือดนตรีที่เร็ว ห้วน สั้น มัน สะใจ(อย่าคิดลึกครับ) ดนตรีจะเร็วมาก(เร็วกว่า Speed Metal อีกครับ) และเพลงก็จะสั้นกว่าเพลงปกติทั้วๆไป(บางวงยังจับใจความไม่ได้เลยจบซะแล้ว) บ้านเราก็มี วง Masochist ไง

Alternative Rock
เป็นแนวที่สบายๆ ลองฟัง Modern Dog บ้านเราดิ

Alternative Metal
เป็นแนวที่หนักขึ้นของ Alternative Rock

Nu-Metal
เป็นดนตรีที่จำกัดความใหม่ครับ เป็นการเอา Funk+Speed+Rap+Hard มายำรวมกันในเพลงเดียวนะครับ วงที่เป็นต้นกำเนิดคือ Korn ไงครับ(แรกๆตอนทียังไม่มี Nu Metal เลย) วงแนวนี้ก็มีเยอะครับไม่บอกหรอก (อย่าไปรวมกับ Slpiknot นะวงนั้นแนว Extream Metal ครับ)

Epic Metal
แนวใหม่ไม่ทราบครับ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

แต่มีแนวต่างๆที่จะเพิ่มเติมนะครับ

Extream Metal
คือวงที่เล่น Metal เกือบทุกแขนงเลยวงนี้ทุกคนรู้จักกันดีเลย Slpiknot ครับ บ้านเราก็มี Carnivora และ วง พล่าน ครับ

Industrial Metal
เป็นแนวที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Dance Metal ครับ(ชื่อมันยังไงๆอยู่) เป็นการนำเอาเพลง Metal มาผสมกับ Dance ได้อย่างลงตัวจะมี Riff Guitar เหมือนเพลง Dance เลย  วงที่แนะนำคือ Rammatein

Doom Metal
เป็นแนวที่คล้ายๆกับ Black ครับแต่จะหนักไปอีกแบบเนื้อเพลงเกี่ยวกับการสิ้นสุด และซาตาน Riff Guitar จะมืดหม่นมากๆ วงแนวนี้ได้แก่ Dimmu Borgir , Venon

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ไม่รู้จะอธิบายแนวไหนต่อดีและทุกๆวันจะมีแนวเพลงใหม่เกิดขึ้นมากมายถ้าสงสัยงแนวไหนลองถามดูนะครับ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ที่ว่า Hardcore , Hard Rock , Punk Rock หนัก? นั้น
ในความคิดผมว่า Metal หนักทุกแนวครับถ้าไม่ใจรักฟังไม่ได้หรอครับ ส่วน Hardcore , Hard Rock , ผมว่าไม่หนักครับ
Hardcore จะหนักแหกปากดนตรีไม่เท่าไหร่
Hard Rock  จะหนักที่เสียงสูงบาดใจผมว่ายังไม่หนักเท่าที่ควร(แต่หนักที่สุดใน3กลุ่มนี้ครับ)
Punk Rock เน้นที่การตีคอร์ดแรงๆทีละ 2 ทีละ 3 สาย ไม่หนักเท่าไหร่ครับ

ถ้าผมให้คะแนนต้องตระกูล Brutal ครับเมื่อนำมาผสมกับสายไหนก็จะป่าเถื่อนมากๆ
ในความคิดผม Power Metal จะหนักมากจนผมเลี่ยนบอกตามตรง เหอๆๆ แต่ผมชอบมากค้าบ  ปล.

01 febbraio

หมดจะบรรยาย...น่ะ

Ø      เปิดประตูหัวใจของคุณซิ
>
>
> มีใครอยู่ข้างในมั่ง
>
>
> มีพ่อ มีแม่ มีตัวเอง มีแฟน มีกิ๊ก
>
>
> มีคนรัก มีคนที่ชอบ
>
>
> แล้ว มีเพื่อนรึเปล่า เพื่อนคนไหน หลายคน หรือคนเดียว
>
>
> อย่ายึดติด ว่าเพื่อน
>
>
> จะหมายถึงเพียงคนที่อยู่ห้องเดียวกับเรา
>
>
> อย่ายึดติด ว่าเพื่อน
>
>
> จะหมายถึงเพียงคนที่อยู่ร่วมรุ่นกับเรา
>
>
> อาจมีเพื่อนรุ่นพี่ ที่ต้องให้ความเคารพ
>
>
> เพื่อนรุ่นน้อง ที่ต้องคอยเอาใจใส่คุณ
>
>
> ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากแค่ไหน
>
>
> สัญญาก่อนนะ ก่อนที่จะอ่านข้อความนี้
>
>
> คุณจะส่งต่อให้กับคนที่คุณคิดว่าเค้าคือเพื่อนของคุณ
>
>
> เพื่อนที่ปรากฏอยู่ในใจคุณเมื่อเอ่ยคำคำนี้
>
>
> "เพื่อน"
>
>
> แล้วอย่าลืม ส่งกลับให้คนที่ส่งให้คุณด้วย
>
>
> หากว่าคนที่ส่งมาให้คุณนั้น คือเพื่อนของคุณเช่นกัน
>
>
> *****************************************
>
>
> คำว่าเพื่อนของฉัน
>
>
> ว่าอย่างไรก้อไม่มีวันจางหาย
>
>
> เพื่อนยังคงคิดถึงกันไม่เสื่อมคลาย
>
>
> ไม่เคยจางหายแม้ต้องจากกัน
>
>
> มีเวลาที่เราได้พบเจอ
>
>
> วันนั้นเสมอเป็นฝันชั้นสวรรค์
>
>
> จางไม่หายลบไม่เลือนในใจฉัน
>
>
> หายจากกันแต่เรายังเป็นเพื่อนกันตลอดไป
>
> *****************************************
>
> ถึงเวลาจะเปลี่ยนผันไป แต่ว่า พวกเรา ยังเหมือนเดิม
>
>
> รักกันเท่าใดก็รักเท่านั้น
>
>
> บางทีอาจรักมากยิ่งขึ้น หรือมากขึ้นไปเรื่อยๆ
>
>
> จนไม่มีวันสิ้นสุด
>
>
> หากเราจากกันไป เราจะจำไว้ว่า มีที่นึง
>
>
> ที่ทำให้เรารู้จักกัน
>
>
> ที่แห่งหนึ่งได้ให้ประสบการณ์ดี ๆ กับเรา ทั้ง ทุกข์สุข
>
>
> เหงา เศร้า ฯลฯ
>
>
> ซึ่งที่แห่งนั้นมีทั้ง อาจารย์ เพื่อน รุ่นน้องหรือรุ่นพี่
>
>
> หรือใครต่อใคร
>
>
> และที่แห่งนั้น ก็จะอยู่ในความทรงจำดีๆของพวกเราตลอดไป
>
> *****************************************
>
>
> คำว่าเพื่อนไม่ได้เพียงแค่รู้จัก
>
>
> แต่เป็นรัก ความผูกพัน ที่มีเสมอ
>
>
> ฉันจะไม่ลืม เพื่อนดีดีอย่างเช่นเธอ
>
>
> ไม่มีทางลืมเกลอ ที่แสนดี
>
> *****************************************
> เพื่อนคือ คําหนึ่ง ซึ่งสูงค่า
>
> มีที่มา เนิ่นนาน โบราณเหลือ
>
> เพื่อนของพริก รับรอง ต้องเป็นเกลือ
>
> เพื่อนของเรือ นั่นหรือ ก็คือพาย
>
>
> เพื่อนของช้าง ปางไหน ก็ใช้โซ่
>
> เพื่อนของปลา นั้นโอ้โห คือธารสาย
>
> เพื่อนแครอท แน่นัก คือกระต่าย
>
> เพื่อนของช้อน คิดสบาย คือ ถ้วยจาน
>
>
> เพื่อนของเสือ แน่นอน ว่าคือป่า
>
> เพื่อนของหญ้า คือดิน ทุกถิ่นฐาน
>
> เพื่อนวันนี้ จงเชื่อมั่น คือวันวาน
>
> เพื่อนของฉัน..อ่ะเหรอ คือ เธอไง
>
> *****************************************
>
> มิตรภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องฉลาด
>
> ต้ององอาจกล้าหาญหรือสะสวย
>
> มิตรที่ดีไม่จำเป็นต้องร่ำรวย
>
> ไม่ต้องหมวยสวยเก๋นักกีฬา
>
> มิตรที่ดีอาจจนก็เป็นได้
>
> อาจจะโง่ ขี้อายหรือเหรอหรา
>
> แต่พวกเขาพร้อมช่วยเพื่อนทุกเวลา
>
> ไม่คิดค่าตอบแทนแต่อย่างไร
>
> เพื่อนจะดี ดีที่ใจใช่ใบหน้า
>
> อาจเหมือนผ้าที่ดูสวยแต่ขาดได้
>
> ต่างกับเพื่อนดีที่ใจใช่คนร้าย
>
> ก็เปรียบได้กับผ้าที่ทนทาน
>
>
> ก-ฮ
> ก-เก็บคุณไว้ในใจ
> ข-เข้าใจคุณ
> ค-คอยสนับสนุน
> ง-ง้อคุณเมื่อรู้ว่าเขาผิด
> จ-จับมือคุณเมื่อคุณต้องการกำลังใจ
> ฉ-เฉยกับความใจร้อนของคุณ
> ช-ช่วยเหลือคุณ
> ซ-ซื่อสัตย์ต่อคุณ
> ญ-ญาติดีกับคุณเสมอ
> ด-เดินเคียงข้างคุณ
> ต-ติดตามข่าวคราวความเป็นไปของคุณ
> ถ-ไถ่ถามทุกข์สุข
> ท-ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไป
> ธ-ธรรมธัมโมกับคุณ
> น-นับถือคุณและน่ารักในสายตาของคุณ
> บ-บอกความจริงแก่คุณ
> ป-ปลอบใจเมื่อคุณท้อ
> ผ-ผายมือต้อนรับคุณ
> ฝ-ฝากผีฝากไข้กับคุณ
> พ-เพิ่มพลังให้แก่คุณ
> ฟ-ฟังคุณ(แม้ว่าคุณจะพูดจนน้ำไหลไฟดับก็ตาม)
> ภ-ภูมิใจในตัวคุณ
> ม-มอบสิ่งที่ดีแก่คุณ
> ย-ยกโทษให้กับข้อผิดพลาดของคุณ
> ร-รักคุณที่เป็นคุณ
> ล-ละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของคุณ
> ว-ไว้ใจคุณ
> ศ-ศึกษานิสัยที่แท้จริงของคุณ
> ส-สังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ
> ห-เห็นคุณค่าของคุณ
> อ-อธิบายในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ
> ฮ-เฮฮากับคุณได้ทุกเวลา
>
> สุดท้ายนี้ อยาก..
> ขอขอบคุณที่ช่วยแต่งแต้มวันหงอยเหงาให้สดใส
>
> ขอขอบคุณที่มอบดอกไม้แห้งน้ำใจให้ฉัน
>
> ขอขอบคุณความผูกพันที่มีให้กัน
>
> ขอขอบคุณสายสัมพันธ์แห่งความจริงใจ
>
> ขอขอบคุณความอาทรความห่วงใย
>
> ขอขอบคุณความเข้าใจไม่มีวันล่มสลาย
>
> ขอขอบคุณกาลเวลาที่พาเรามาทักทาย
>
> ขอขอบคุณสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกัน
>
>
> *-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
> -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
>

 

09 dicembre

ผีๆ !!!

- - - 12 เรื่องผีๆแถวมหาวิทยาลัย - - -

 

 เรื่องที่ 1 : ป๊อก ครืด

     เรื่องผีอันดับหนึ่งของ มหาลัย... ในแง่ของความเศร้า ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่ทราบแน่ชัดแต่สถานที่เกิดคือ หอหญิง ในสมัยที่มหาลัย ยังเป็นที่รกร้างอยู่มาก ถนนยังเป็นลูกรังถนนหน้าฝนเป็นโคลน รถไปมาลำบาก ตอนกลางคืนมืด ไม่มีแสงไฟ เรื่องเกิดกับ นักศึกษาสาว คู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ประมาณ ชั้น 2 หรือ 3ของหอ    ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษาต่างกำลังอ่านหนังสือกันอยู่ ประมาณว่านักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่สบาย อ่านหนังสือในห้องตอนหัวค่ำแล้วรูมเมทชวนไปทานข้าว แต่เพราะเป็นไข้อยู่จึงไปไม่ไหว อยากพักผ่อน พอเมทคนนั้นเห็นเพื่อนไม่สบาย ด้วยความเป็นห่วง จึงบอกว่าเดี๋ยวไปทานข้าวเองก็ได้ แล้วจะห่อข้าวมาฝากเพื่อนคนที่ไม่สบายก็บอกว่า ยังไงฝากซื้อลาดหน้า (หรือผัดไทซักอย่างที่เป็นเส้นๆ) มาให้ทีละกันกินแล้วจะได้กินยาเมทคนนั้นก็บอกว่าได้เดี๋ยวจะรีบไปรีบกลับ     หลังจากที่เพื่อนออกไปจากห้องคนที่ไม่สบายก็นั่งอ่านหนังสือต่ออ่านได้ซักพักก็ไม่ไหว เพราะไข้ขึ้น จึงนอนตอนนอนอยู่นั้นสลึมสลืออยู่ แต่มีความรู้สึกว่านานมากแล้ว เพื่อนทำไมยังไม่กลับมาซะทีตกดึก ฝนเริ่มตก นักศึกษาคนนั้นก็ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือต่อในใจเป็นห่วงเพื่อนเพราะออกไปนานมากยังไม่กลับ     ซักพักนักศึกษาคนนั้นได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากชั้นล่าง จากทางบันได ป๊อก…………ป๊อก…..ป๊อก………ป๊อก…….” เสียงนั้นดังเป็นระยะๆ ใกล้เข้ามาจากทางบันได ดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเหมือนคนกำลังแบกของหนักบางอย่างขึ้นมา และเสียงนั้นก็ดังมาจนถึงชั้นที่ห้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอยู่ แล้วเสียงก็เปลี่ยนไป ครื……..……..ครื………..…….ค..รืเสียงเหมือนคนกำลังลากอะไรซักอย่างใกล้เข้ามาเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง นักศึกษาหญิงเริ่มเอะใจ และมองไปทางประตู ในใจนึกว่าเพื่อนกลับมาแล้ว แต่ยังเงียบ ได้อึดใจนึงก็มีเสียงเคาะห้อง ก๊อก ก๊อก ก๊อกแล้วเงียบไป นักศึกษาสะดุ้งสุดตัว คิดว่าไม่ใช่เพื่อนแน่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่เปิดเข้ามาเลย จึงเดินไปเปิดประตู ตรงลูกบิดประตูมีถุงใส่ห่อลาดหน้าแขวนอยู่ พอเห็นห่อลาดหน้า ก็งง แล้วเพื่อนอยู่ไหน ทำไมไม่กลับมา หรือติดฝนเลยฝากคนอื่นเอามาให้ แต่ทำไมต้องเอามาแขวนไม่รอเจอกันก่อน จะได้รู้ว่าเป็นใคร แล้วทำไมเดินเร็วจัง มีแต่รอยเปียกน้ำเป็นทางจากบันได...คิดต่างๆนา แต่แล้วก็แกะห่อลาดหน้าออกทานเสร็จก็ทานยาตาม ได้ซักพักก็ม่อยหลับไป    รุ่งเช้า…………….มีคนมาเคาะห้องบอกว่าเพื่อนตายแล้ว นักศึกษาหญิงคนนั้นถูกฆ่าข่มขืนตรงพงหญ้าข้างทางคาดว่าเหตุเกิดประมาณหัวค่ำ ลักษณะศพสภาพแขนและขาทั้งสองข้างหักอาจเกิดจากการที่คนร้ายเอาท่อนไม้ทุบตีเพื่อไม่ให้หนี นักศึกษาหญิงที่ตายกำลังเดินทางกลับจากตลาด(ไม่แน่ใจว่าเป็นฝายหินหรือตลาดต้นพะยอม) หลังจากทานข้าวเสร็จทุกทีจะไปกับเพื่อน> แต่เพื่อนไม่สบายจึงไปคนเดียว โดยเพื่อนฝากซื้อข้าวห่อคนร้ายอาจเห็นว่าเป็นคนเดียวจึงลงมือแล้วลาดหน้าเมื่อคืนล่ะ?ไม่มีใครรู้คำตอบแน่ชัด แต่จากที่ฟังกันมาคือหลังจากที่ตายไปแล้ว ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเพราะว่าไม่สบาย และยังหิว นำห่อลาดหน้าที่ซื้อมาฝากไปส่งให้แต่จะไปส่งยังไง แขนหัก ขาหัก หมดแล้วลักษณะที่เขาเล่ามาคือพื่อนคนนั้นใช้ปากคาบถุงแล้วใชคางเกยพาตัวเองมาจนถึงหอพักแล้วใช้คางเกยบันไดลากตัวเองขึ้นมา เป็นเสียงป๊อก ป๊อกเสียง ครืดที่ได้ยินคือเสียงลากตัวเองจากบันได มาจนถึงหน้าห้องปรากฎเป็นรอยเปียกน้ำยาวติดต่อกันหลังจากส่งห่อลาดหน้าให้ได้แล้วก็หมดห่วง….ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อที่นักศึกษาคนนั้นเล่าแต่หลังจากที่นักศึกษาที่พักอยู่ข้างๆห้องยืนยันว่าในคืนนั้นได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังยกของหนักและลากของหนักจากข้างล่างขึ้นมาแล้วทุกคนต่างเชื่อสนิทใจ…..มิตรภาพอยู่เหนือความตาย….

เรื่องที่ 2 : เปรตหอนาฬิกา

     อันเนื่องจากเคยเป็นป่าช้าและลานประหารเก่ามาก่อนทำให้เรื่องเล่าเรื่องผี ทั้งเก่าและใหม่มีมากมาย เรื่องนี้อยู่ที่หอนาฬิกาใหญ่ ตรงสี่แยกจากประตูหลังมอตรงนั้นจะเป็นวงเวียนสี่แยกฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เป็นคณะวิศวะฝั่งตะวันออกเฉียงใต้เป็นคณะศึกษาและโรงเรียนสาธิตฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ เป็น หอชาย และฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหอหญิงเรื่องนี้มีอยู่ว่า เล่ากันว่า ตรงหอนาฬิกา กลางวงเวียน มีเปรต หากไปลองของอาจโดนดีได้ วิธีการลองดีคือ ตอนเที่ยงคืนให้ไปวนรถทวนเข็มที่หอนาฬิกา สามรอบ (วงเวียนจะเวียนรถตามเข็ม) เล่ากันว่า ผู้ที่ลองทำอย่างนั้น ไม่เคยมีใครวนรถทวนเข็มได้ครบสามรอบซักคน ผู้มีประสบการณ์เล่าว่าในขณะที่วนรถอยู่นั้น จะรู้สึกได้ถึงลมที่เย็นผิดปกติแต่วนไปสองรอบก็ไม่เกิดอะไรขึ้น มาเกิดตอนที่จะครบรอบที่สามจู่ๆก็มีเสาสองต้นตั้งขวางถนนอยู่ ทำให้ต้องหักรถหลบ รถล้มบ้าง แฉลบบ้างไปตามๆกันใครอยากรู้ก็ลองดูอีกกรณีหนึ่งมีข่าวอยู่บ่อยๆว่านักศึกษาที่พักอยู่ในหอพักชายและหญิงฝั่งที่ติดกับหอนาฬิกา มักได้ยินเสียงแหลมๆเล็ก ดังมาจากทางหอนาฬิกา สอบถามแล้วคืนนั้น เด็กสาธิตไม่มีการทำกิจกรรมและคณะวิศวะไม่มีกิจกรรม หรือการก่อสร้างใดๆ และที่สำคัญ บางห้องได้ยินบางห้องไม่ได้ยินทั้งที่อยู่ติดกัน? เป็นเพียงเรื่องเล่า

เรื่องที่ 3 : ห้องสีชมพู

     เรื่องนี้เกิดที่หอหญิง เป็นเรื่องของนักศึกษาหญิงที่เข้ามาพักในหอในแล้วไปมีอะไรกับผู้ชาย แล้วเกิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้นมา รู้ตัวเอาตอนท้องได้ 4 เดือนแล้วแต่มันยังไม่ป่องออกมาจึงปิดเงียบไม่ให้ใครรู้แม้แต่เมททำยังไงถึงจะเอาออกได้ พลาดไปแล้วแต่ไม่อยากเสียอนาคต ไม่มีเงินทำแท้ง แฟนไม่รับผิดชอบ ตัดสินใจเอาออกเองในห้องพักโดยเลือกตอนช่วงที่เพื่อนไม่อยู่ทำเองคนเดียว โดยไม่ทราบวิธีการ ปรากฎว่าผลร้ายกว่าที่คิดนักศึกษาคนนั้นตกเลือดตายในห้องเพื่อนมาพบศพตอนเย็น เห็นรอยเลือดกระจัดกระจาย ติดฝาผนังบ้างก็มีหลังจากจัดการเรื่องศพเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงทำความสะอาดห้อง)โดยที่เมทของคนตายก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดเห็นรอยเลือดสีจางๆติดอยู่ที่ผนังสีขาวก็เลยให้คนเอาสีขาวมาทาทับ วันรุ่งขึ้นเปิดเข้าไปทำความสะอาดรอยเลือดยังมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะทำยังไงทั้งขัด ทั้งถู หรือทาสีใหม่ รอยเลือดนี้ก็ยังไม่หายไปจนสุดท้ายทางหอพักจึงต้องนำสีชมพู ไปทาทั้งห้องเพื่อไม่ให้เห็นรอยเลือด กลายเป็นห้องสีชมพูตั้งแต่นั้นมาปัจจุบันเป็นห้องเก็บของที่ปิดตาย เคยมีแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดที่ห้องนี้ แล้วออกจากห้องไม่ได้ เพราะลูกบิดถูกล๊อค (ทั้งที่ตัวล๊อคอยู่ในห้อง) ลองไปเยี่ยมชมดูได้ครับหนึ่งความพลาดพลั้งที่ไม่มีอะไรแก้ไขได้

 

เรื่องที่ 4

     ที่ห้องน้ำคณะสังคมศาสตร์ ที่เก่าๆหน่อยลองไปหาดูเอาเองลักษณะห้องน้ำคือประตูอยู่ตรงกลาง เข้าไปแล้วโถฉี่จะอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนอ่างล้างหน้ากับกระจกส่องหน้า จะอยู่ทางขวารุ่นพี่ที่อยู่คณะสังคมเคยเล่าว่าเคยมีคนเล่าให้ฟังว่า(ฟังเขามาอีกต่อหนึ่ง)ตอนกลางคืนช่วงใกล้สอบไปอ่านหนังสือที่คณะสังคม แล้วปวดฉี่เลยไปฉี่ที่ห้องน้ำนี้ ลุกเข้าห้องน้ำคนเดียว คนอื่นๆก็นั่งอ่านหน้งสืออยู่ คนไปฉี่ก็เข้าไปฉี่ธรรมดาห้องน้ำมีโถฉี่สองอัน อันแรกติประตูอันที่สองอยู่ด้านขวา ข้างในไปอีก เขาบอกว่าตอนจะฉี่ ก็จะฉี่ที่โถแรกเพราะใกล้กว่า แต่ไม่รู้นึกยังไงเลยเดินเลยไปฉี่ที่โถข้างในตอนฉี่ก็ยังไม่มีอะไรแต่ตอนฉี่เสร็จแล้วมองออกไปที่กระจกภาพในกระจกสะท้อนเห็นกำลังมีคนยืนฉี่อยู่ที่โถฉี่อันแรก!(หันหลังให้)นึกว่าตาฝาดเพราะหันไปดูก็ไม่มีอะไร แต่พอไปดูในกระจก ก็เห็นเหมือนเดิม? คืนนั้นเลยไม่ได้อ่านหนังสือกันพอดี พวกขี้เหล้าทั้งหลายที่ชอบไปกินแถวนั้นก็ระวังหน่อยละกัน

 

เรื่องที่ 5

     สมัยนั้นเวลากลางคืนดอยสุเทพยังไม่ปิดความนิยม(ที่ไม่ค่อยดีเท่าไร)อย่างหนึ่งก็คือเวลาเมาๆนักศึกษาทั้งหลายมักจะขับรถขึ้นดอยกันขึ้นไปดูเชียงใหม่ทั้งเมือง ตอนกลางคืนมันสวยดี (แต่ดันขับรถตอนเมาไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)วันหนึ่ง นักศึกษาจากคณะวิศวะสองคนเพิ่งเลิกจากกังสดาล(แต่ก่อนร้านนี้ฮิตครับ)ครึ้มๆขึ้นมาก็เลยขับรถเลยจากทางเข้า กะขึ้นดอยไปชมเมืองเล่น คนขับก็ขับไปข้างหลังคนซ้อนก็นั่งไป เมาๆขึ้นมาคนซ้อนก็เลยหลับ(สมัยก่อนแปดสิบเปอร์เซ็นต์นักศึกษาขับแมงกะไซค์ไม่ใช่รถยนต์อย่างทุกวันนี้) ซักพักหนึ่งคนซ้อนก็ตื่น กำลังเข้าโค้งพอดี เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนโบกรถอยู่ข้างทาง แต่คนขับก็ขับเลยผ่านไป ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษจัด ก็เลยถามคนขับว่าทำไมmungไม่จอดรถลงไปถามหน่อยล่ะ เผื่อเขามีปัญหาอะไร?” คนขับ “kuไม่จอดด้วยหรอก คนนี้เขารอโบกทุกโค้งเลย เจอมาหลายโค้งแล้ว เดี๋ยวโค้งหน้าmungกะku ก็เจอเขาอีกแหละ...

 

เรื่องที่ 6 : เรื่องพยาบาลในชุดแดงของคณะแพทย์

     เห็นเขาเล่าว่ามีนักศึกษาคนนึงของคณะแพทย์อยู่ทำงานในตึกของฝั่งสวนดอก(ไม่แน่ใจว่าเป็น โรงพยาบาลหรือตึกแพทย์คนเล่าไม่ยืนยันแต่2ตึกนี้ก็ใกล้กันนี่กลับเข้าเรื่องต่อ)เขาคนนี้ก็ทำงานอยู่จนดึกก็เลยว่าจะลงลิฟต์มาระหว่างที่รอ เขาก็ได้ยินเสียงเดินมาข้างๆเขาก็หันไปมองเห็นพยาบาลคนนึงเดินมา เขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะพยาบาลกับแพทย์ก็ต้องเจอกันบ่อยๆอยู่แล้วระหว่างรอลิฟต์นักศึกษาคนนี้ก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ก็เลยหันไปมองพยาบาลคนนี้ ก็ไม่เห็นมีอะไร ซ้ำพยาบาลคนนี้ยังยิ้มให้ด้วย สักพักต่อมาเมื่อเข้าไปในลิฟต์พยาบาลคนนี้ก็ถามว่ามาทำอะไรดึกๆอย่างนี้เขาเลยตอบว่ามาศึกษาเรื่องการผ่าตัดภายในเพราะว่าจะสอบ พยาบาลคนนี้เลยบอกว่างั้นให้ฉันช่วยนะนักศึกษาคนนี้ก็เลยงง และเริ่มสังเกตว่าคอของผู้หญิงเริ่มมีเลือดไหลออกมาจากคอเรื่อยๆเขาตกใจมากพยายามที่จะหนีออกมาจากลิฟต์แต่ลิฟต์เหมือนค้างหรืออะไรไม่ทราบ เลือดไหลนองทั่วชุดของนางพยาบาลคนนี้ แล้วเธอก็เริ่มสอนนักศึกษาแพทย์คนนี้ตั้งแต่ลำไส้ ปอด สมอง หัวใจ พร้อมทั้งควักส่วนต่างๆเหล่านี้ออกมา รุ่งขึ้นก็มีคนพบชายคนนี้นอนคาอยู่ทางประตูลิฟต์ที่เปิดปิดอยู่แล้วเขาก็เอาแต่ พร่ำเพ้ออย่างคนบ้าว่าพยาบาลชุดแดง พยาบาลชุดแดง

 

เรื่องที่ 7

     เรื่องมีอยู่ว่า มีเรื่องเล่าว่ามีนักศึกษาหญิงในมหาลัยแห่งหนึ่งแถวรังสิตผูกคอตายในห้องน้ำของตึกเรียนตึกหนึ่ง และหลายคืนแล้วที่มีคน ได้ยินเสียงของนศ.ญ ร้องไห้ หรือพบเห็นเธอเป็นประจำ โดยเฉพาะเห็นเธอในกระจก ในห้องน้ำนั้น..จนกลายเป็นเรื่องเล่าของมหาลัย.. วันนึงมี นศ. ชายกลุ่มหนึ่งประมาณ 3-4กำลังจะเดินกลับหอ คนนึงในกลุ่มก็เกิดคึกอยากลอง แต่อีก 3คนไม่กล้า....คนที่หนึ่งจึงเข้าไปคนเดียวโดยที่เพื่อนๆรออยู่ข้างนอก...นศ.ชายคนนั้นก็ทำเป็นเก่งตะโกนคุยกับเพื่อนข้างนอก... วันนี้ร้อนว่ะเนอะ...แล้วเค้าก็เอาน้ำล้างหน้าแล้วก็เอาน้ำล้าง
หน้าแล้วก็ดูกระจกแล้วก็แต่งผมอยู่ซักพักแล้วก็เดินออกมา.ดูกระจกก็ไม่เห็นมีไรเลย เรื่องเล่าก็แค่เรื่องหลอกเด็ก อากาศมันร้อนkuเลยล้างหน้าซะด้วยเลย..” “ !!! “ “เฮ้ย mung เอาน้ำที่ไหนล้างวะ ห้องน้ำไม่มีคนใช้เค้าเลยตัดน้ำไปนานแล้ว...ไอ้กระจกตรงอ่างก็ด้วย กระจกก็มีคนเคยเอาของเขวี้ยงมันแตกไปนานแล้ว.”............ จบบริบูรณ์

 

เรื่องที่ 8

     อ๊าย...เรื่องลิฟท์แดงนี่เรื่องเล่าเยอะมาก เห็นว่าเมื่อตอนเหตุการณ์เดือนตุลาน่ะค่ะพวกทหารบุกเข้ามาในมหาวิทยาลัย แล้วพอลิฟท์ตัวนี้เปิดพวกมันก็กระหน่ำยิง คนในลิฟท์ซึ่งเป็นอาจารย์และนักศึกษาเสียชีวิตหมด
เลือดสาดกระจายทั่วลิฟท์ เมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นแล้ว มหาวิทยาลัยกลับคืนสู่สภาพเดิม มีการบูรณะทำความสะอาดกันทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ลิฟท์ตัวนั้น แต่ทีนี้ทำยังไงคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ก็ไม่ออกเหมือนจะเป็นการประจานการกระทำอันบ้าเลือดและไม่ยุติธรรม จึงได้ทำการทาสีลิฟท์ให้เป็นสีแดง นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็ได้มีเรื่องเล่าตามมาว่า หลังจากที่ลิฟท์ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วนั้น ก็ได้มีการนำกลับมาใช้ตามปกติ  แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อนักศึกษาหญิงคนนึงกำลังใช้บริการลิฟท์แดงตามลำพังแต่แล้วเมื่อเธอมองไปที่กระจกกลับพบว่าไม่ได้มีเธออยู่เพียงลำพังหากแต่มีผู้โดยสารลิฟท์ตัวนี้อยู่มากมายแล้วยังมีอีกหลายครั้งหลายหนที่เหล่านักศึกษาอาจารย์ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ต่างๆได้พบเจอกับอาถรรพ์ของลิฟท์แดงตัวนี้เข้าทำให้มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนตัวลิฟท์ใหม่แต่ว่าประตูลิฟท์แดงที่ถูกถอดออกไปตอนนี้ก็ยังตั้งอยู่ที่ชั้น4มาจนถึงทุกวันนี้

 

เรื่องที่ 9

     วงเวียนธรณี-ต้องขอโทษคนที่ผ่านทางนี้เป็นประจำ(ผมด้วย)จุดนี้มีเรื่องเยอะจริงๆ เรื่องนี้นานมาแล้วมีนักศึกษาสองคนกินเหล้าเมากันมา พอมาถึงข้างตึกธรณีคนขี่มองไปทางข้างตึกอังกฤษเห็นคนหัวขาดยืนอยู่ ตกใจจึงหยุดรถขยี้ตาดูอีกทีแล้วสะกิดถามเพื่อนๆบอกไม่เห็นอะไร มองอีกทีก็ไม่มีแล้วหันกลับมาข้างหน้ามีลวดเส็นเล็กๆขึงอยู่ระดับคอห่างออกไปเมตรเดียว ถ้าไม่หยุดรถคง..

เรื่องที่ 10

     อาคารเรียนรวมแพทย์ มีคนไปอ่านหนังสือกันสองคน พอดึกๆก็ไปซื้อไก่ทอดมากินเสร็จแล้วก็หาที่ล้างมือเจอก้อกน้ำข้างตึกก็ไปล้างมือที่นั่นตอนที่ล้างอยู่เพื่อนอีกคนก็ทำหน้าตกใจมากแต่ยังไม่พูดอะไรคนที่ทำหน้าตกใจรีบจูงมือเพื่อนกลับมาใต้ตึกแล้วถามว่ารู้มั้ยเมื่อกี้เห็นอะไรอีกคนบอกไม่รู้ คนนั้นจึงบอกว่าเห็นผมของอีกคนซึ่งผมยาวชี้ขึ้นมากระจุกหนึ่งเหมือนมีคนจับขึ้นมา รู้ทีหลังว่าตรงนั้นเป็นที่ล้างศพ!

 

เรื่องที่ 11

     แลปฟิสิกส์ -อันนี้ฟังเค้าเล่ามาอีกทีเป็นเรื่องนานมาแล้วเราเองก็มาไม่ทัน เรื่องมีว่าเมื่อก่อนตอนที่ตึกเก้าชั้นวิดยายังไม่ได้สร้างแลปฟิสิกส์ของเด็กปี1 ก็ยังทำที่แลปเก่า(น่าจะเป็นตึกฟิสิกส์)แลปคราวนั้นเป็นแลปเรื่องแสงคนที่เคยเรียนคงรู้ว่าห้องจะมืดเพราะปิดไฟและเป็นแลปมืดจริงๆ เพราะทำช่วงค่ำ นักศึกษาหญิงคนนึงก็เข้าห้องแลปแต่พาร์ทเนอร์แลปยังไม่มา คนอื่นๆก็มากันแล้ว ตรียมอุปกรณ์เสร็จเพื่อนก็มาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จาถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบเหลือบเห็นที่คอมีรอยแผลเป็นทางยาว เธฮจับไหล่เพื่อนถามว่าไปโดนอะไรมาเพื่อนเงยหน้าขึ้นมาแล้วหัวหลุดกลิ้งไปกับพื้น ผู้หญิงร้องกรี้ดแล้ววิ่งออกมาสลบตรงระเบียงฟื้นมามียามกับรุ่นพี่สองสามคน ถามว่าไม่รู้เหรอว่าวันนี้แลปงด เพราะเมื่อเช้ามีนักศึกษาในเซครถคว่ำตาย เพื่อนเลยไปงานศพช่วงค่ำกันหมด สอบถามชื่อได้ความวjาคือพาร์ทเนอร์แลปของเธอนั่นเอง! ส่วนคนที่เจอในห้องแลปทุกคนล้วนแต่ไร้ชีวิต

เรื่องที่ 12

     ทางเดินคณะวิดวะ มีคนสี่คนเข้าไปเล่นผีถ้วยแก้วตรงทางเดินยาวตรงข้ามหอ5ชายวันนั้นฝนตกด้วย มีผีผู้ชายเข้ามา พอถามว่าชื่ออะไรไม่ตอบถามว่ามาคนเดียวใช่รึไม่ใช่ก็ตอบว่าไม่ใช่จึงถามต่อว่ามากันเท่าไหร ่เค้าก็ตอบว่าเก้า(ไปเลข9)คนเล่นรู้สึกกลัวขึ้นมาจึงเชิญออกแล้วรีบกลับมาที่หอมีเพื่อนถามว่าไปไหนกันมา ก็บอกว่าไปเล่นผีถ้วยแก้วในคณะวิดวะเพื่อนก็ว่า อ๋อที่ยืนมุงเยอะๆตรงทางเดินน่ะนะ!

 

     อีกเรื่อง ได้ยินมาสดๆร้อนๆ ว่า มีหอๆ หนึ่งที่สร้างเสด ประมาณ 1 ปี กว่าๆ ได้เกิดเหตุการณ์ที่สยดสยองขึ้น ว่า มีนักศึกษา ปี 1 ไม่รู้ว่า คณะไรน่ะ ผูกคอตายที่ระเบียงข้างห้อง ที่มีขวดลวดที่ขึงไว้ที่ระเบียงห้อง เนื่องจากที่ว่า นักศึกษาคนนี้ ได้ ท้องเด็กขึ้นมา  จึงทำให้เทอ นั้นคิดไรไม่ถูก และอีกอย่างแฟนก็ทิ้ง ไม่ได้สนใจอะไรเลย เทอคนนั้นจึงได้ตัดสินชีวิตของตนเองโดยการผูกคอตาย จึงทำให้ หอที่ว่าดังกล่าวนั้น ตอนนี้ เฮี้ยนมากๆๆกลางคืนดูหนาวๆเยนๆทั้งๆที่อากาศร้อน และได้ยินเสียงครวญคราง เสียงร้องไห้ ตอนประมาณดึกๆ และหอนี้เป็นหอใหม่ที่มีเหตุการณ์ที่สยองเลยทีเดียว และคนที่อาศัยอยู่หอดังกล่าวก็พากันย้ายออก หรือ ย้ายจากชั้นที่เทอคนนั้นผูกคอตายหมดเลย จึงทำให้ชั้นนั้น เป็นชั้นที่ ว่างผู้คนอาศัยอยู่ และเป็นเรื่อง ล่าสุดที่ได้ยินมาอ่ะคับ....สยองน่าดูชม

 

27 novembre

"ชีวิตที่ขาดเธอ"

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> 
 
เมื่อก่อนไม่เคยได้คิด ผิดอะไรไม่เคยจะรู้
ไม่ได้ดูเหมือนในสิ่งที่กระทำ ให้ใครบางคนเสียใจ
จนมาจบตรงการแยกทาง ทุกๆอย่างที่เคยทำไว้
ก็ได้กลับมาเตือนย้ำใจให้คิด ว่าฉันนั้นโง่แค่ไหน
 
อยากจะหมุนเวลาให้กลับยังไง ก็ไม่ย้อนมันคืนได้แล้ว
ได้แต่ขอให้เธอได้โปรดอภัยให้กัน ซักครั้งจะยอมได้มั้ย
 
ช่วงชีวิตฉันที่ขาดเธอเหมือนจะตาย หัวใจมันทนไม่ไหว
มันคอยแต่มองร้องหาว่าเธออยู่ไหนและเป็นอย่างไร
กลับมาหาฉันได้โปรดเธอนะคนดี ต่อจากนี้ที่เคยร้องไห้
จะไม่ทำให้เธอต้องช้ำและเสียน้ำตา
กลับมาเป็นอย่างเดิมได้มั้ยรักกันอย่างเก่า 

แต่ก่อนไม่เป็นอย่างนี้ อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหล
อยากให้เธอได้ฟังว่าฉันละอายที่ทำให้เธอเสียใจ
ถ้าไม่จบตรงการแยกทาง ทุกๆอย่างที่เคยทำไว้
คงไม่กลับมาเตือนย้ำใจให้คิดว่าฉันนั้นโง่แค่ไหน
 
รู้ว่าแผลที่ฉันนั้นได้ฝากยากจะลบมันไปจากใจ
แต่ว่าขอได้มั้ย ให้เปนฉันได้มั้ยให้ฉันรักษาเธอเอง
 
อยากจะพูดให้รู้ว่ารักเพียงเธอ....คนเดียว
 
 
 
<<<<<<<<<<<<<<<< คิดถึงแกเหมือนเดิม..........(=_=")

 

11 novembre

Friends

 

<เพื่อน>

คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง  คอยฟังยามเพื่อนขอ  คอยรอยามเพื่อนสาย
คอยพายยามเพื่อนพัก  คอยทักยามเพื่อนทุกข์   คอยปลุกยามเพื่อนท้อ
คอยง้อยามเพื่อนงอน  คอยสอนยามเพื่อนผิด    คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ
คอยเจอยามเพื่อนหา  คอยลายามเพื่อนกลับ      คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว

 

06 ottobre

พวกคุณยิ้มกันแบบไหน

"รอยยิ้มแบบของคุณ"
รอยยิ้มเป็นสิ่งแรกบนใบหน้าที่ใครๆสามารถมองเห็นได้ รอยยิ้มสามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไป
แต่คนเรามักมีรอยยิ้มที่ต่างกัน แล้วรู้ไหมว่า? รอยยิ้มที่พบเห็นบนมุมปากของทุกคน สามารถบอกนิสัยได้ด้วย...

1. ยิ้มมุมปาก :

คือ การยิ้มเผยมุมปากขึ้นเล็กน้อย คนที่ชอบยิ้มแบบนี้ ว่ากันว่าเป็นคนมีความน่าค้นหาอยู่ในตัว เป็นคนลึกซึ้ง ฉลาดเฉลียว และที่น่ากลัวมากๆ คือคนประเภทนี้ อ่านใจคนเก่ง และถ้าหากให้เค้า หรือเธอโน้มน้าวใจใครสักคน รับรองได้ผลแน่นอน...

2. ยิ้มเม้มปาก :

คือ การยิ้มแบบไม่เห็นฟัน เป็นรูปปากเลย คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมากเลยทีเดียว ระมัดระวังตัวกับสิ่งรอบข้าง หรืออาจเรียกว่า เป็นคนขี้ระแวงเอามากๆ รักสันโดษชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ กับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สงบๆ เบื่อง่าย ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นสักเท่าไร และด้วยความที่มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงมาก ส่วนการที่จะทลายกำแพง เพื่อข้ามสะพานแห่งมิตรภาพ ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้ว คุณก็มั่นใจได้เลยว่า คนที่ยิ้มเม้มปาก จะเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของคุณเลยที่เดียว

3. ยิ้มเยือกเย็น :

มีลักษณะเป็นคนน่าเชื่อถือ คนประเภทนี้ไม่ได้เป็นคนที่มั่นใจตัวเองนักหรอก แต่คนส่วนมาก จะเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และเป็นนักประนีประนอม

4. ยิ้มยั่วยวน :

มักพบในบทบาทการแสดง หรือตามนิตยสารแฟชั่นต่างๆ แต่ในชีวิตจริง ถ้าคุณยิ้มแบบนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนช่างฝัน และ หลงใหลในเรื่องของศิลปะมากๆเลย

5. ยิ้มตาหยี :

เป็นยิ้มที่ดูน่ารัก... น่าหยิก...คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสุดๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม มีอารมณ์ขันชนิดที่เรียกว่า เส้นตื้นเอามากๆ เป็นคนร่าเริง สดใส เฮฮา ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร มีเพื่อนฝูงมาก ใครที่ได้อยู่ใกล้เป็นต้องชอบ และเต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งวัน
แถมยังเป็นคนที่รู้จักนำประสบการณ์ในอดีต มาปรับปรุงแก้ไข เพื่อใช้ในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างเยี่ยมยอดอีกด้วย...

6. ยิ้มเปิดเผย :
คือ ยิ้มแบบเห็นฟันชัดเจน ครบ 32 ซี่ เปิดปากเต็มที่ ใครเป็นเจ้าของรอยยิ้มนี้ ขอบอกว่า คุณเป็นคนที่ชอบการแสดงออก และมีความกระตือรือร้นมากๆชอบที่จะพบปะเช่นกัน

 

เพราะคุณ เป็นคนที่คอยสร้างสีสัน ให้กับคนรอบข้างได้อย่างดีทีเดียว
แล้วคุณล่ะ ยิ้มแบบไหน? เอ้า! ยิ้มกันหน่อย...

 

 

05 ottobre

เกรด...!!!

 

เกรด A-F ไม่ใช่ว่า A คือเก่งที่สุดหรอก มันมีที่มาอยู่ว่า

A = animal สมองน้อย

B = basic ก็แค่พื้นๆ

C = common ธรรมดา งั้นๆ

D = diligent ฉลาด หลักแหลม

F = fever เก่งจนเกิดกระแสความดัง

อันเกรด A เขาว่าเหมือนเช่นสัดว์  วันๆฟัดแต่ตำราน่าอดสู A Animal

สมองน้อยหงอยน่าดู สงสัยครู ให้ได้ไง ไม่ค่อยเจอ

B Basic ใครๆก็ทำได้ เพราะมันง่ายกันไปจนน่าขำ คนว่า"เบ"

เกินไปเลยไม่ทำ กลัวตอกย้ำความเบสิกสะกิดใจ >

C Common แบบนี้สิใช้ได้ คนทั่วไปยอมรับและนับถือเกรดแบบนี้ได้มาเรียก "ฝีมือ"

แต่ก็ถือว่ายังอ่อนเกินไป

D Deligent เกรดสุดฮิตของคนขยัน ฟิตทั้งวันแต่เลคเชอร์ไม่เคยสน

conc. วิชา จีบสาว ม่อเกินทน สุดยอดคน นายเยี่ยมมาก พูดจากใจ  เกรดใดๆไม่เท่า

F Fever ได้กันเกร่อรู้ทั่วถึงไหนๆ ใครได้มา ก็ Fever น่าชื่นใจ

แล้วค่อยไป เรียนซัมเมอร์ ด้วยกันเอย…..เหอๆ

 

28 settembre

###(Full) : กรูกะเมิง : ###

กรูกะเมิง

 

...ไหล่ของกรู
มันไม่ได้มีความหมายเพียงเพื่อประคองหัวกรูไว้คนเดียวเท่านั้น
แต่เมิง สามารถใช้มันเพื่อประคองหัวเมิงได้ด้วย

...เสื้อของกรู
ไม่ได้มีไว้เพื่อห่อหุ้มร่างกายของกรูเพียงอย่างเดียว
มันพร้อมที่จะเป็นที่เช็ดน้ำตา
และสั่งขี้มูกของเมิงถ้าเมิงต้องการ

...แขนของกรู
ไม่ได้มีไว้จูงหมาเล่น แต่มันสามารถใช้ประคองเมิงเมื่อเมิงจะล้ม
แต่ถ้าเมิงล้มไปแล้ว กรูก้อยังมีมืออีกหนึ่งคู่ไว้ฉุดเมิงขึ้นมา

...ปากของกู
ไม่ได้มีไว้พูดพร่ามและกินทั้งวันหรอกนะ
แต่มีไว้พูดไห้กำลังใจเมิงเมื่อเมิงถึงเวลาที่จำเป็น

...ตาของกู
มีไว้เพียงเพื่อกระพริบขึ้นลงซะเมื่อไหร่
กรูเอาไว้ใช้มัน มองสิ่งดีๆในตัวเมิงตั่งหาก

...ฟันของกรู
กรูไม่ได้มีไว้กัดใครๆเค้า
แต่กูรูมีไว้เพื่อประดับเหงือก
ทุกครั้งที่ยิ้มไห้เมิงไง

...หูของกรู
ก้อไม่ได้มีไว้เพื่อเจาะรูแขวนเครื่องประดับ
แต่ใช้มันฟังเมิง เมื่อเมิงต้องการระบายอะไรออกมาไห้กรูฟัง

...ทีนของกรู
ไม่ได้มีไว้สะสมกลิ่น ถึงมันอาจจะมีบ้างก้อเหอะนะ
แต่กรูใช้ทีนกรู เดินอยู่ข้างๆเมิงนี่แหละ จะไม่ไปไหนไกล

...สมองของกรู
อาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์เวลาสอบนัก
แต่มันจะทำงานหนัก
เมื่อเมิงต้องการความช่วยเหลือ

...และหัวใจของกรู
ก้อไม่ได้มีไว้เพื่อสูบฉีดเลือดเพียงอย่างเดียว
แต่มันทำหน้าที่เก็บเมิงไว้ข้างในด้วย

*******************

 

20 settembre

@"ตายแล้วไปไหนดี ฉบับเต็ม จากเรื่องจริงที่น่าอ่าน"@

เหตุการณ์ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง
ผู้เล่ากล่าวว่าคนที่เล่าเรื่องตายแล้วไปไหน
ให้ผมฟังเป็นเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง

เขาเล่าว่าเหตุเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศวังเวงในบริษัทเก่าแก่แห่งหนึ่ง
ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งร่ำลือกันว่าเมื่อครั้งอดีตเคยเป็นป่าช้ามาก่อน
มีประวัติโจษจันเล่นขานกันมากมายที่เดียวเกี่ยวกับ เจ้านายดุและผีหลอก


เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม ไม่ปรากฏปี
นางสาวกิ่งแก้ว(นามสมมติ) พนักงานพิมพ์ดีดวัยเบญจเพส
มีภารกิจการงานต้องสะสางมากมาย
วุ่นวายเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นการทำงานวันสุดท้ายในรอบปี
รวมทั้งรุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะย่างเข้าสู่ช่วงของลองวีคเอนด์
ตลอดวันนั้นจึงเกือบๆ จะมีสภาพเป็นวันโลกาวินาศ
สำหรับกิ่งแก้วโดยแท้
เธอต้องเคร่งเครียดหมกมุ่นอยู่กับงานตั้งแต่เช้าจนบ่าย
(และไม่มีเวลาว่างกินข้าวมื้อกลางวัน) กระทั่งเคลื่อนคล้อยกลายเป็นค่ำ
เพื่อนร่วมงานหลายคนค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันกลับบ้าน
ทำไปทำมาท้ายที่สุดทั้งบริษัทก็เหลือเธออยู่เพียงคนเดียว
ตอนนี้ล่ะ บรรยากาศในตึกเก่าๆ ทึมๆ แสงไฟสลัวจนแลดูแล้วชวนสยอง
รวมทั้งเสียงแกรกกรากของกระดาษกระพัดกระพือ
และอะไรต่อมีอะไรก็เริ่มแสดงบทบาทหน้าที่ของตนเองออกมาชัดเจน
และค่อยๆ ทบทวีความวังเวงมากขึ้นเรื่อยๆ


ขณะที่กิ่งแก้วทำงานของเธอเสร็จสรรพ และเตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่อจะกลับบ้าน
เธอเหลือบชำเลืองมองไปยังผนังกำแพงด้านใกล้ๆ โต๊ะทำงาน
พลันก็ต้องตกใจสุดขีด ส่งเสียงกรี๊ดออกมาดังลั่น
สีหน้าซีดเผือดราวกับเลือดในกายเหือดแห้งหมดร่าง

สิ่งที่กิ่งแก้วเจอนั้น...ทำให้เธอเป็นเช่นนี้...สิ่งนั้นคือ.....
............ ........

ใช่แล้ว...สิ่งที่กิ่งแก้วพบคือ...ปฏิทินนี่เอง!!!!!!!!!!!! !!!
และสาเหตุที่ทำให้กิ่งแก้วตกใจเจ้าปฏิทิน ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะตกใจเลย
เธอต้องพบเห็นกับวันหยุดต่อเนื่องยาวนายหลายวัน
ทำให้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ตระเตรียมวางแผนจะไปเที่ยวไหนในช่วงวันหยุด
เหล่านี้เอง เป็นเหตุให้กิ่งแก้วต้องอุทานออกมาว่า

.........ตายแล้ว....จะไปไหนดี !!!

 

12 settembre

ครั้งแรกของเรา...จิงๆน่ะ

###ครั้งแรกของเรา###

 

>>>>>>>>>มันเป็นครั้งแรกของเราในขณะที่เรานอนหงาย
>>>>>
กล้ามเนื้อของเราเกร็งไปหมด
>>>>>>>>>>>>>>>
เราดันเค้าออกไปชั่วครู่เพื่อขอเวลาตั้งตัว
>>>>>>>>>>
เค้าปฎิเสธพร้อมกับเข้ามาหาเรา
>>>>>>>>>>>>>>>>
เค้าขอให้เราอย่ากลัว และเราก็ผงกหัวรับอย่างกล้าหาญ???
>>>>>>>>>
เค้ามีประสบการณ์มากกว่า
>>>.
แต่ในครั้งแรกที่นิ้วของเค้าควานหาที่ที่เหมาะสม
>>>>>>
เค้าเริ่มแหย่ลึกลงไป ตัวเราก็เริ่มสั่น ร่างกายของเราตึงมากๆ
>>>>>>>>>>>>>>>
แต่เค้าก็อ่อนโยนเหมือนกับที่เค้าสัญญาว่าจะเป็น
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
เค้ามองลึกลงไปภายในดวงตาของเรา
>>>>>.>>>
และบอกให้เราเชื่อเค้า เค้าเคยทำมาหลายครั้งแล้ว
>>>>>>>>>>>>>>>
ยิ้มของเค้าทำให้เราผ่อนคลาย
>>>>>>>
และเราก็เปิดกว้างขึ้นเพื่อให้เค้าเข้าได้ใกล้ขึ้น
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
เราเริ่มอ้อนวอนขอให้เค้าทำเร็วๆ
>>>>>>>>>>
แต่เค้าค่อย ทำอย่างช้าๆ เพื่อให้เราเจ็บปวดน้อยที่สุด
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ขณะที่เค้ากดเข้าไปมากขึ้น ลึกขึ้น
>>>>>
เรารู้สึกว่าเนื้อเยื่อของเราถูกเปิดออกมา
>>
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่ว
>>>>>>>>>>>>>>และเรารู้สึกว่าเลือดออกเล็กน้อยเมื่อเค้าทำต่อไป
>>>>>>>>
เค้ามองที่เราและถามว่า มันเจ็บเกินไปรึป่าว
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ดวงตาของเราเต็มไปด้วยน้ำตา เราก็ส่ายหัวและพยักหน้าให้เค้าทำต่อไป
>>>>>>>>>>>>>>>>
เค้าเริ่มเคลื่อนไหวเข้าและออกด้วยความชำนาญ
>>>>>>>>
แต่เราก็รู้สึกชาเกินไปที่จะรู้สึกถึงส่วนของเค้าภายในตัวเรา
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
และเค้าก็ดึงมันออกไป เรานอนสั่นระริกดีใจที่มันสิ้นสุด
>>>>>>>>>>>>>
เค้ามองที่เราและยิ้มอย่างอบอุ่น
>>>>>>>>
เรายิ้มและขอบคุณเค้า
>>>>>>>>>>>>>>>>>>
และนั่นก็คือครั้งแรก





















>>>>>>>>>>>>
ที่เราไปถอนฟัน




คิดอะรายกันอยู่เอ่ยยย


ใครที่รู้ตัวว่าคิดเกินกว่านี้ เขกหัวตัวเอง 3 ทีเลย!!!.....เหอๆๆๆๆๆๆๆ55555555ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

11 agosto

แพ้กลางคืน : กุชอบว่ะ

แพ้กลางคืน   Potato

 

ดึกแล้ว ไล่ตัวเองให้ไปนอน          หยุดยอกย้อนตัวเองสักที.....ฟุ้งซ่านทำไม

ดึกแล้ว เดี๋ยวก็ชินก็ผ่านไป             แค่นอนเหงาเดียวดายไม่มีเธอ.....เหมือนเดิม

เปลี่ยนจากกลางวันกลายเป็นอีกคนไปเลย          แค่ฟ้ามืดลง.....เท่านั้น

อวดเก่งทำเป็นเข้มแข็งอยู่ได้ไม่นาน          ก็ต้านทานไม่ไหว

เก่งนักใช่มั้ย กลางวันทำเป็นเก่งนัก          แล้วทำไมไม่พัก     แล้วทำไมไม่นอน

เก่งนักใช่มั้ย     แล้วทำไมต้องเหงา     แล้วทำไมต้องทุกข์ทน     คิดกังวลมากมาย

เก่งจริงต้องไม่เป็นอะไร     แต่ทำไมแพ้กลางคืนอย่างนี้

ไม่รู้ ว่าทำไมต้องอ่อนแอ          แค่ยอมรับในความเปลี่ยนแปลง.....แค่ไม่มีใคร

อย่าฝืน ไม่ให้ใจมืดตามไป          แต่ไม่รู้ ทำไมแพ้กลางคืนทุกที

 

 

 

03 agosto

คนที่...ต้องการ

คนที่ต้องการ...

 

 

หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..

"คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"

 

ฉันคงตอบว่า...

"แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร

และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"

 

ทุกคนต่างมีความเลวด้วยกันทั้งนั้น

ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

 

แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้

 

บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้

คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่าจะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท

 

แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ

คนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้

 

เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้ ไม่รักคนนั้น

 

ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า

 

** แต่ที่สำคัญ คือ

ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ มันเจ๋งขนาดไหน

 

 

แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว

 

ถ้าเป็นคุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็นญ/ชในฝันของคุณเลย

 

แต่ถ้าไม่ใช่...

คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า..

ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว

จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน

แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า